เหตุน้ำท่วมเนปาลที่คร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,300 ราย เผยให้เห็นปัญหาของการทุ่มหมดหน้าตักในพลังงานน้ำของประเทศ

ที่มาของภาพ, Didier Marti
- Author, เคลลี เอิง
- Author, นาวิน ซิงห์ ขัดกา
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านสิ่งแวดล้อม บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
ไฟฟ้าเกือบ 100% ของเนปาลมาจากพลังงานน้ำ และเนปาลผลิตไฟฟ้าได้มากจนมีรายได้เกือบ 200 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6,500 ล้านบาท) ทุกปีจากการส่งออกไฟฟ้าพลังน้ำไปยังอินเดียและบังกลาเทศ
แต่ธารน้ำแข็งและภูเขาที่เป็นข้อได้เปรียบทางธรรมชาติอย่างยิ่งของเนปาลกำลังพ่ายแพ้ต่อภาวะโลกร้อน และเหตุน้ำท่วมอันรุนแรงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อความทะเยอทะยานด้านพลังงานน้ำของประเทศ
มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,300 คน จากเหตุครั้งนี้ และยังมีผู้สูญหายอีกหลายพันคน
เหตุน้ำท่วมซึ่งทำลายหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านใกล้ชายแดนเนปาลและทิเบต ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 12 แห่งในลุ่มแม่น้ำตรีศูลี และทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของเนปาลเสียหายไปมากกว่า 10% เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการบอกกับบีบีซีว่าพวกเขายังไม่รู้ว่าโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้งหรือไม่
การไฟฟ้าเนปาล ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า 6 ใน 12 แห่งที่ได้รับความเสียหาย ได้ให้ความมั่นใจแก่ครัวเรือนชาวเนปาลว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองยังมีเพียงพอ แต่ราชัน ดาคาล โฆษกของการไฟฟ้าเนปาล ยอมรับว่าจากการที่ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นจึง "ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทบทวนนโยบายพลังงานน้ำ"

ที่มาของภาพ, AFP
ในปี 2010 มีประชากรเพียง 2 ใน 3 ของเนปาลเท่านั้นที่เข้าถึงไฟฟ้า และแม้แต่ครัวเรือนที่มีไฟฟ้าใช้ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับนานถึง 16 ชั่วโมงต่อวัน
การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานน้ำ ควบคู่ไปกับความพยายามในการจัดการกับการทุจริตและการเพิ่มการนำเข้าพลังงานจากอินเดียเพื่ออุดช่องว่างตามฤดูกาล ส่งผลให้ภายในปี 2018 ประชาชนส่วนใหญ่ในเนปาลได้ใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน
ปัจจุบัน เนปาลมีโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 225 แห่งทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกว่า 3,900 เมกะวัตต์ ตามข้อมูลจากการไฟฟ้าเนปาล ซึ่งสามารถจ่ายไฟให้กับครัวเรือนประมาณ 3 ล้านครัวเรือนได้พร้อม ๆ กัน
โรงไฟฟ้าอีกหลายร้อยแห่งกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างหรืออยู่ในแผนงาน โดยส่วนใหญ่สร้างขึ้นบนภูเขาสูง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากกระแสน้ำเชี่ยวกรากในการผลิตไฟฟ้า โครงการเหล่านี้แทบไม่ต้องมีระบบกักเก็บน้ำเลย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพื้นที่สูงของเทือกเขาหิมาลัยมีอุณหภูมิอุ่นขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 50% ทำให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ การตรวจสอบเบื้องต้นชี้ว่า ธารน้ำแข็งและชั้นหินฐานที่พังทลายลงมาเป็นสาเหตุของเหตุน้ำป่าไหลหลากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ที่มาของภาพ, Boy_Anupong
ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่สำนักงานลดความเสี่ยงและจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาลเคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติมากกว่า 9 จาก 10 ครั้งที่บันทึกไว้ระหว่างปี 2018-2024 นั้น "เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ"
กุลมาน กิชิง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของเนปาล ซึ่งเรียกกระแสน้ำท่วมหายนะครั้งนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ "เกิดขึ้นในรอบ 100 ปี" บอกด้วยว่า เหตุการณ์นี้มอบบทเรียนเกี่ยวกับการออกแบบโรงไฟฟ้าและการเลือกสถานที่ก่อสร้าง
"เราจำเป็นต้องออกแบบโรงไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นต่ออุทกภัยมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือต้องนำระบบเตือนภัยล่วงหน้ามาใช้ รวมถึงมาตรการอพยพย้ายถิ่นฐานในภาวะฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ" เขากล่าวกับมองกาเบย์ (Mongabay) เว็บไซต์ข่าวสิ่งแวดล้อม
มีรายงานด้วยว่า คนงาน วิศวกร และผู้อยู่พักอาศัยอาจมีจำนวนหลายร้อยคนที่ติดอยู่ภายในอุโมงค์ที่เต็มไปด้วยโคลนของโรงไฟฟ้าเหล่านี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วม
การ "ทบทวน" ยุทธศาสตร์พลังงานน้ำของเนปาลใหม่อาจรวมถึงการสร้างโรงไฟฟ้าประเภทอ่างเก็บน้ำ ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนภูเขาสูง โรงไฟฟ้าเหล่านี้จะช่วยให้สามารถกักเก็บและปล่อยน้ำได้ตามความจำเป็น แต่ก็จะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่สูงตามมาเช่นกัน ราชัน ดาคาล จากการไฟฟ้าเนปาล ระบุ
"ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับสิ่งเดียว"
จากเหตุครั้งนี้ทำให้บางฝ่ายตั้งคำถามว่าเนปาลพึ่งพาพลังงานน้ำมากเกินไปหรือไม่
"เราไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับสิ่งเดียว ในช่วงเวลาที่อันตรายเช่นนี้" คูชาล กูรุง ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียนและผู้ก่อตั้งวินพาวเวอร์ เนปาล (WindPower Nepal) บริษัทเทคโนโลยีสะอาด กล่าว
"เราจำเป็นต้องเปิดรับทางเลือกอื่น ๆ อย่างจริงจังด้วย เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และเพื่อการนั้น เราจำเป็นต้องทบทวนนโยบายพลังงานของเราซึ่งในขณะนี้เอื้อประโยชน์ต่อพลังงานน้ำเป็นอย่างมาก" เขากล่าว
ข้อเรียกร้องนี้สอดคล้องกับความเห็นของ วิเวก ชาสตรี นักวิจัยจากศูนย์นโยบายพลังงานโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งให้เหตุผลว่า "การเพิ่มการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีนัยสำคัญ คือกลยุทธ์การสร้างความยืดหยุ่นที่สามารถจำกัดความล้มเหลวของระบบไฟฟ้า ณ จุดใดจุดหนึ่งหรือระบบที่เชื่อมโยงกันได้ในอนาคต"
รายงานจากหน่วยงานช่วยเหลือของเยอรมนีชี้ให้เห็นว่า ศักยภาพทางเทคนิคในการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ในเนปาลนั้นมีมากกว่าพลังงานน้ำถึงประมาณ 10 เท่า
ปุสปา ชาร์มา นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันเอเชียใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เห็นสอดคล้องกันว่า เนปาลจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลายขึ้น แต่เตือนว่าสิ่งนี้สามารถทำได้ "ในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น"
"แม้มีศักยภาพของพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ แต่พลังงานน้ำคือสิ่งที่ทำให้เนปาลมีความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียใต้" เขากล่าว โดยอ้างอิงถึงผลการศึกษาหลายชิ้นที่เปรียบเทียบศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
พลังงานน้ำยังคงเป็นสัดส่วนหลักของการลงทุนขนาดใหญ่ในเนปาล และนักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศบางส่วนกล่าวว่า การให้เงินทุนนั้นดำเนินต่อไปแม้จะทราบถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติเป็นอย่างดีก็ตาม
โครงการอัปเปอร์ ตรีศุลี-1 (Upper Trishuli-1) ซึ่งแทบจะพังทลายลงโดยสิ้นเชิงหลังจากเหตุน้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของเนปาล มีมูลค่าประมาณ 647 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.1 หมื่นล้านบาท) โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือเอดีบี (Asian Development Bank - ADB) และบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ เป็นผู้ร่วมสนับสนุน
โครงการอัปเปอร์ ตรีศุลี-3 เอ (Upper Trishuli 3A) ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกันนั้น ได้รับเงินทุนจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน
ฮิมานชู ทักการ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเอเชียใต้ว่าด้วยเขื่อน แม่น้ำ และประชาชน กล่าวว่า ผู้ให้เงินกู้ระหว่างประเทศ "ตระหนักดีถึงอันตรายร้ายแรงที่พวกเขากำลังผลักให้คนงาน เจ้าหน้าที่ ประชาชน แม่น้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และภูมิทัศน์หลายพันชีวิตและหลายแห่งต้องเผชิญ"
"รายงานของพวกเขาเองก็เน้นย้ำถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พวกเขากลับไม่ได้ดำเนินมาตรการป้องกันใด ๆ ไม่ได้เรียกร้องให้มีระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มงวด และไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่าอาจเกิดขึ้นได้" เขาเสริม
ทักการ์กล่าวต่อไปว่า ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าลุ่มแม่น้ำตรีศูลีนั้นมีความแปรปรวนสูง โดยชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยเผชิญกับอุทกภัยมาแล้วในช่วงสองปีที่ผ่านมา
เดือน ก.ย. ปี 2024 เหตุการณ์ฝนตกหนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เหนือลุ่มแม่น้ำตรีศูลีและโภเตโคชิ ได้ก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลากในเขตระสุวะ, นุวากต, และธาดิง ซึ่งเป็นชุมชนริมแม่น้ำที่ติดกลุ่มได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากเหตุน้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเช่นกัน
จากนั้นในเดือน ก.ค. 2025 ทะเลสาบน้ำแข็งในอำเภอจีหลงของทิเบตได้แตกออกและพัดพามวลน้ำไหลบ่าลงมาตามลำน้ำสายเดียวกันนี้เข้าสู่เนปาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คน
เหตุน้ำท่วมครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและทำให้การค้าตามแนวระเบียงเศรษฐกิจเนปาล-จีนที่พลุกพล่านต้องหยุดชะงัก จุดผ่านแดนถูกปิดไปเป็นเวลาเกือบ 6 เดือน และเพิ่งกลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 ม.ค. ปีนี้
ดาคาล จากการไฟฟ้าเนปาล ยอมรับว่า แม้จะมีการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม แต่ "การออกแบบโรงไฟฟ้าอาจไม่ได้ทำให้สอดคล้องกับความเสี่ยงนั้น"
"เห็นได้ชัดว่าเราจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการสร้างและดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเรา" เขาเสริม
ผู้ประกอบการเอกชนกำลังได้รับผลกระทบทางการเงินแล้ว อุตตม บลอน ลามะ จากสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระแห่งเนปาล ระบุว่า บริษัทประกันได้จ่ายเงินชดเชยความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วมไปแล้วประมาณ 40 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,300 ล้านบาท) ให้กับโรงไฟฟ้าของเอกชนมากกว่า 20 แห่งในช่วงสามปีที่ผ่านมา
เขาเตือนว่าเบี้ยประกันกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจกลายเป็นเรื่อง "ไม่คุ้มทุน"

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
มันจิต ดาคาล สมาชิกคณะผู้แทนด้านสภาพภูมิอากาศของเนปาลในการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ เสนอความเห็นว่า ภัยพิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับนานาชาติ และไม่สามารถจัดการได้โดยประเทศเนปาลเพียงลำพัง
เขาเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศต้องแบ่งปันข้อมูล ประเมินผลกระทบ และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าร่วมกัน
"เนปาลเป็นหนึ่งในประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบน้อยที่สุดต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่ความเสี่ยงที่ทวีความรุนแรงขึ้นเหล่านี้
"ตลกร้ายที่อุตสาหกรรมพลังงานน้ำของเรานั้นเป็นความพยายามที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันน้อยนิดของเราให้น้อยลงไปอีก... เราไม่สามารถและไม่ควรต้องถูกปล่อยให้ต้องรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้เพียงลำพัง"































