TH-AI Passport ไม่ให้ข้อมูลบางเรื่องเกี่ยวกับ ม.112-สถาบันฯ สะท้อนสถานการณ์เสรีภาพในไทยอย่างไร

ที่มาของภาพ, BBC Thai
หลังโครงการ TH-AI Passport เปิดให้คนไทยที่ลงทะเบียนเข้าใช้งานเพื่อเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ผ่านโมเดลเอไอจากผู้ให้บริการหลายรายในแพลตฟอร์มเดียวตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีผู้ใช้งานบางส่วนแสดงความกังวลหลังพบว่าเอไอภายใต้โครงการนี้ถูกปิดกั้นไม่ให้ตอบคำถามการเมืองและประเด็นอ่อนไหวในสังคมบางเรื่อง เช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
สำหรับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งนำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ เปิดให้ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปได้ใช้เอไอรุ่นโปรจากผู้ให้บริการ 14 ค่าย รวม 33 โมเดล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี
บีบีซีไทยได้ลองสมัครและใช้งานเอไอในโครงการดังกล่าว โดยตั้งคำถามเช่น "องคมนตรีถูกพูดถึงว่าอย่างไรบ้าง" หรือ "ข้อดี-ข้อเสีย ของ ม.112" พบว่าเอไอภายใต้โครงการปฏิเสธไม่ตอบคำถามดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถามคำถามเดียวกันกับโมเดลเอไอตัวเดียวกันที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ (เช่นการถามกับ Gemini โดยตรง แทนที่จะถามผ่าน Gemini ของโครงการ TH-AI Passport) กลับพบว่าเอไอสามารถให้คำตอบได้
รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล อธิบายกับบีบีซีไทยในประเด็นนี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยอาจใช้ "การ์ดเรลส์" (guardrails) ซึ่งคือชุดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมขอบเขตการทำงานของเอไอให้สอดคล้องกับนโยบายหรือกฎหมายของไทย
ขณะที่ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยประจำสถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies) ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า การปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาเรื่องการเมืองในโมเดลเอไอของโครงการอาจสะท้อนภาพเสรีภาพทางการเมืองในไทยที่มีอยู่อย่างจำกัด
เอไอใน TH-AI Passport ด้อยกว่าเอไอตัวเดียวกันที่อยู่นอกโครงการ หรือไม่ ?
จุดเด่นสำคัญของโครงการ TH-AI Passport ตามมุมมองของ รศ.ดร.ธนชาติ คือการรวมเอไอหลายโมเดลมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น เจมิไน (Gemini), คล็อด (Claude), จีพีที (GPT), รวมถึง ดีพซีก (DeepSeek) ของจีน อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าคุณภาพของเอไอในโครงการนั้นด้อยกว่าเอไอโมเดลตัวเดียวกันเมื่อใช้งานนอกโครงการ

ที่มาของภาพ, de.aipass.net/BBC Thai
ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ได้รวบรวมโมเดลเอไอหลายตัวไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยสำหรับการสนทนาเพื่อตอบคำถามเป็นข้อความมีเอไอให้เลือกถึง 20 โมเดล จากทั้งหมด 13 ค่าย, การสร้างรูปภาพมีตัวเลือก 5 โมเดล จาก 3 ค่าย, และการสร้างวิดีโอสามารถเลือกใช้เอไอได้ 4 โมเดล จาก 2 ค่าย
"การที่มีโมเดลเยอะก็เหมือนมีคนเก่งนั่งอยู่ในออฟฟิศเต็มไปหมดเลย แต่ผมถามว่าคนเก่งเหล่านี้ทำอะไรได้ สร้างไฟล์พาวเวอร์พอยต์ (Powerpoint) ให้ผมได้ไหม สร้างไฟล์เวิร์ด (Words) ให้ผมได้ไหม หรือแม้กระทั่งมาอ่านไฟล์พีดีเอฟ (PDF) ได้ไหม... ปรากฏว่าคนเก่งเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย" เขาอธิบาย
เขายกตัวอย่างการอัปโหลดเอกสารที่มีขนาดเกิน 100 เมกะไบต์ ซึ่งสามารถทำได้อย่างดีและรวดเร็วในเจมิไน 3.5 แฟลช-ไลท์ (Gemini 3.5 flash-lite) แต่กลับไม่สามารถอัปโหลดเอกสารดังกล่าวได้เมื่อใช้เอไอโมเดลเจมิไนรุ่นใกล้เคียงกันในแพลตฟอร์มของโครงการ TH-AI Passport

ที่มาของภาพ, Gemini/ BBC Thai
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกระแสตอบรับเชิงลบของโครงการเมื่อ 1 ก.ย. ว่า มาตรฐานเอไอรุ่นโปรของโครงการดีกว่ารุ่นฟรีทั่วไปแน่นอน แต่อาจเกิดจากการเรียนรู้จักผู้ใช้ที่ไม่มากพอทำให้การตอบกลับของเอไออาจไม่เฉพาะเจาะจงหรือต่างจากรุ่นฟรีอยู่บ้าง
TH-AI Passport ปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาอ่อนไหว
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงนอกเหนือจากเรื่องประสิทธิภาพของเอไอภายใต้โครงการนี้ คือเรื่องการปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาทางการเมืองและเนื้อหาที่มีความอ่อนไหว โดยเมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์จากการสนทนาในหัวข้อเดียวกัน ระหว่างการสนทนากับเอไอในโครงการ TH-AI Passport กับเอไอที่อยู่นอกโครงการ พบว่าได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน

ที่มาของภาพ, de.aipass.net/Gemini /BBC Thai
เมื่อบีบีซีไทยลองถามคำถามเช่น "องคมนตรี ถูกพูดถึงว่าอย่างไรบ้าง" และ "ข้อดีของ ม.112" กับเอไอโมเดลเจมิไน 3.1 แฟลช ไลต์ (Gemini 3.1 Flash Lite) ในแพลตฟอร์มของโครงการนี้ เราได้คำตอบกลับมาว่าไม่สามารถให้ข้อมูลในหัวข้อนี้ได้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน
แต่เมื่อลองถามคำถามเดียวกันกับเอไอโมเดลเดียวกันนอกแพลตฟอร์ม TH-AI Passport เราจะได้คำตอบอย่างละเอียดกลับมา

ที่มาของภาพ, de.aipass.net/BBC Thai

ที่มาของภาพ, de.aipass.net/BBC Thai
คำถามอื่น ๆ ที่เอไอภายใต้โครงการนี้ไม่ตอบก็อย่างเช่น "สส. อภิปราย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ อย่างไร" หรือแม้กระทั่งคำถามเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับกษัตริย์ในอดีตที่ว่า "พ่อขุนรามคำแหง ถูกวิจารณ์หรือไม่อย่างไร" เอไอของโครงการ TH-AI Passport ก็ไม่ให้ข้อมูลเช่นเดียวกัน
รศ.ดร.ธนชาติ อธิบายว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยอาจใช้กลไก "การ์ดเรลส์" ในการสกัดกั้นคำสั่ง หรือพรอมต์ (prompt) ที่ผู้ใช้งานพิมพ์เข้าไป โดยอาจมุ่งไปที่คีย์เวิร์ด (keyword) บางคำ เช่น ม.112 เป็นต้น
"เวลาผม พรอมต์ (prompt) มันจะไม่ได้ส่งไปที่โมเดล[เอไอ]โดยทันที มันจะไปส่งที่ฟังก์ชัน (function) ที่เรียกว่าการ์ดเรลส์ซึ่งเป็นตัวที่คอยเซ็นเซอร์ก่อน ฉะนั้นพอมีเซ็นเซอร์บัง มันก็จะหยุดเวลาเซ็นเซอร์ก็อาจจะไปดูคีย์เวิร์ดบางคำ มันก็จะไม่ให้[ส่งคำสั่ง]เลย" เขาอธิบาย
ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไอเอ็มซีเสริมด้วยว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะนำโมเดลเอไอมาฝึกใหม่เพื่อสกัดกั้นบางคำถาม เนื่องจากโมเดลเอไอเป็นของต่างประเทศ ดังนั้นกลไกที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้การ์ดเรลส์ และนี่ต่างจากกรณี ดีพซีก โมเดลเอไอของจีนที่ถูกฝึกโดยจีนเอง
บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังกระทรวงดิจิทัลฯ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อขอคำชี้แจงว่ามีการใช้มาตรการใดในการสกัดกั้นคำถามบางหัวข้อ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจนถึงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่
ด้าน ผศ.ดร.จันจิรา เสริมว่ารัฐไทยอาจไม่ได้เพียงกังวลว่าคนไทยอาจเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่อาจกังวลว่าจะมีการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นรูปภาพหรือวิดีโอที่น่ากังวล จึงทำให้ต้องมีการปิดกั้นการตอบคำถามของเอไอเช่นนี้
"การปิดกั้นนี้ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเท่านั้น คิดดูว่าโมเดล AI Passport ทำวิดีโอได้ มันมีรูปภาพ คือคนก็สามารถพัฒนาวิดีโอโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ถูกปิดกั้นได้ คิดว่ารัฐไทยก็มีความกังวลเรื่องนี้" เธอบอกกับบีบีซีไทย
ทั้งนี้ ตามคำจำกัดความแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) ที่ปรึกษาด้านยุทธ์ศาสตร์และการจัดการ "กลไกการ์ดเรลส์" คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือเอไอขององค์กรจะทำงานสอดคล้องกับมาตรฐาน นโยบาย และค่านิยมขององค์กร
แมคคินซีย์อธิบายถึงประโยชน์ของกลไกนี้ว่า อาจช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจากการโจมตีโดยการใช้ช่องโหว่ของระบบ, ช่วยตรวจสอบและทบทวนผลลัพธ์จากเอไอ ลดความเสี่ยงในการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดพลาด และยังเป็นมาตรการควบคุมและแนวทางปฏิบัติ สามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านบทลงโทษทางกฎหมายและความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้
นัยต่อเสรีภาพทางการเมืองในไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผศ.ดร.จันจิรา ระบุว่าโดยทั่วไปชุดข้อมูล (data set) ของเอไอมักถูกฝึกมาให้มีเสรีภาพทางการเมืองระดับหนึ่ง แต่มักจะปิดกั้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรุนแรง หลักจริยธรรม หรือลิขสิทธิ์ แต่การที่ไทยเลือกจะปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลในประเด็นการเมืองบางส่วนก็อาจทำให้สถานะเสรีภาพทางการเมืองในประเทศอยู่ในจุดที่ "แปลก ๆ" แต่เธอ "ไม่ประหลาดใจ" เพราะว่าระบบการปิดกั้นของรัฐไทยดำรงอยู่มานานแล้วในโลกออนไลน์
"เราอยู่ในภาวะแปลก ๆ ก็คือถ้าสมัยรัฐบาล คสช. มันชัดเจนว่าไม่มี[เสรีภาพ] หรือมีจำกัดมาก... แต่ตอนนี้เนื่องจากรัฐบาลเป็นพลเรือนมาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายความมั่นคงที่เคยออกหน้าเวลาดำเนินคดีต่อประชาชน หรือเวลามีการใช้สปายแวร์ การทำไอโอ (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) กระทั่งการทำไอโอตอนนี้มันก็กลิ่นอายของรัฐก็จางลง... พอมันไม่ชัดเจน คนก็เริ่มชะล่าใจคิดว่ามีเสรีภาพมากขึ้น"
เธอกล่าวเสริมอีกว่า การชะล่าใจก็เป็นสิ่งที่อันตราย เพราะคนอาจลืมว่ายังมีกรณีของการปราบปรามที่เป็นผลพวงจากการปราบปรามการประท้วงปี 2563 และคนที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ก็ยังมีอยู่ จนเผลอพลั้งโพสต์หรือทำในสิ่งที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการปิดกั้นข้อมูล คือการสอดส่องข้อมูลของประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ได้หลายจุดประสงค์จากหลายผู้กระทำ เช่น ภาครัฐ, พรรคการเมือง หรือแม้แต่บริษัทเอกชน
TH-AI Passport สามารถกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมของรัฐได้หรือไม่ ?
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ในงานเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญาของโครงการ TH-AI Passport ระบุว่าข้อมูลของผู้ใช้ ประวัติการพูดคุยกับเอไอบนแพลตฟอร์มของโครงการจะมีการเก็บประวัติไว้
"สิ่งที่เก็บอยู่ในเมืองไทยก็คือ profile (รายละเอียดบัญชี) ของผู้ใช้งาน แล้วก็ chat log (ข้อมูลการสนทนา) คือสิ่งที่เราถามไปและสิ่งที่ได้รับกลับมา"
ด้านผู้แทนจากบริษัทไมโครซอฟต์ยืนยันบนเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวว่า จะไม่มีการนำข้อมูลที่ผู้ใช้บริการป้อนเข้ามาไปใช้ในการฝึกโมเดลเอไอของไมโครซอฟต์ และผู้แทนบริษัทคู่สัญญาก็ยืนยันว่า ข้อมูลที่ภาครัฐจะเห็นคือภาพรวมของการใช้งาน แต่จะไม่เห็นถึงขึ้นว่าใครใช้คำถามอะไร
รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ถึงอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล คือเรื่องความปลอดภัยของชุดข้อมูลที่ถูกเก็บไว้โดยผู้ให้บริการ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผู้ที่ครอบครองข้อมูลว่าจะนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่
"ถ้าเกิดวันไหนที่คุณได้ผู้ปกครองที่ดี เขาก็ไม่มาตรวจอะไร ถ้าเกิดวันไหนที่คุณได้ผู้ปกครองที่ไม่ดีคุณก็จะเดือดร้อน"
เขาเสริมด้วยว่าอีกสิ่งที่การใช้เอไอในแพลตฟอร์มของโครงการแตกต่างจากการใช้เอไอทั่วไป คือการต้องใช้เลขบัตรประชาชนยืนยันตัวตน ซึ่งทำให้รัฐสามารถระบุตัวผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ
"ผมก็คงอยากจะเตือนว่า เล่น[เอไอของโครงการฯ]ด้วยความระมัดระวัง คือเตือนนิดหนึ่งเพราะมันก็เหมือน big brother is watching (ผู้มีอำนาจคอยสอดส่องอยู่) เขาอาจจะไม่เข้ามาดูก็ได้ แต่มันมีความเสี่ยง"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ผศ.ดร.จันจิรา กล่าวเสริมว่าการสอดแนมของรัฐ ซึ่งถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว อาจไม่ได้เป็นเครื่องมือกดปราบทางการเมืองโดยตรง แต่ก็สามารถถูกนำมาใช้ในทางนั้นได้ เช่น นำข้อมูลมาใช้ดำเนินคดี, ลงโทษผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองด้วยการปิดกั้นการเข้าถึงบริการของรัฐหรือการปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้เกิดความยุ่งยากในชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกดปราบที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อที่รัฐสามารถทำได้จากข้อมูลในระบบ
"สุดท้ายมันกลับมาเรื่องของการไม่ต้องบังคับใช้กำลัง พอคุณใช้เทคโนโลยี มันมีความมองไม่เห็น ความคลุมเครือ ถ้าคุณเป็นแกนนำทางการเมือง แล้วหนังสือเดินทางถูกปฏิเสธ บัญชีธนาคารถูกระงับ โรงเรียนไม่รับลูกเข้าเรียน พ่อแม่ไม่ได้รับสิทธิในการเข้ารับรักษาพยาบาล คือมันเป็นการคุมแกนนำผ่านตัวกลางพร็อกซี (proxy) ด้วยเครื่องมือเทคโนโลยี" เธอกล่าว
ทั้งนี้ บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังกระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อขอคำชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจนถึงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่































