เปิดเอกสารงบ 70 ก่อนสภาถกวาระ 2-3 สัปดาห์หน้า กมธ. เติมงบกลางให้รัฐบาล "อนุทิน 2" อีก 6 พันล้านบาท

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 11 นาที
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเตรียมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระที่ 2-3 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย. ซึ่งเป็นการพิจารณาเรียงลำดับเป็นรายมาตรา (วาระ 2) ก่อนขอความเห็นชอบทั้งฉบับ (วาระ 3)
คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ปรับลดงบประมาณลงจากวาระแรก 11,162.73 ล้านบาท ก่อนนำไปจัดสรรให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอมา 10,891.08 ล้านบาท และจัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และอัยการ รวม 271.64 ล้านบาท
ในจำนวนงบที่ตัดได้ เงินก้อนใหญ่ที่สุดจะโยกกลับไปตั้งเป็นงบกลางเพิ่มเติม 6,044.95 ล้านบาท นั่นทำให้งบกลางของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทยานขึ้นเป็น 699,924.95 ล้านบาท จากเดิม 693,880 ล้านบาท
นายกฯ อนุทินกล่าวว่า สส. ที่เป็น กมธ. พร้อมชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ โดยมีส่วนราชการคอยให้ข้อมูลสนับสนุน
ในระหว่างลงพื้นที่ จ.ราชบุรี วันนี้ (5 ก.ย.) นายอนุทินตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่า กังวลหรือไม่หากฝ่ายค้านใช้เวทีพิจารณางบประมาณเป็นเสมือนเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขากล่าวเพียงว่า สส. ทุกคนมีเอกสิทธิ์อยู่แล้วว่าจะพูดหรืออภิปรายอะไร แต่ต้องขึ้นอยู่กับหัวข้อที่จะอภิปรายและการกำกับดูแลการประชุมของประธานรัฐสภา
5 หน่วยงานแชมป์ถูกตัดงบสูงสุด
บีบีซีไทยตรวจสอบรายงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 พบว่า ส่วนราชการที่ถูกปรับลดงบประมาณเป็นวงเงินสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่
อันดับหนึ่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแสดล้อม (ทส.) ปรับลดลง 3,278.4 ล้านบาท โดยให้ตั้งงบ 14,375.82 ล้านบาท จากเดิม 17,505.38 ล้านบาท
กรมควบคุมมลพิษคือหน่วยงานในสังกัด ทส. ที่ถูกตัดงบมากที่สุด 3,002.31 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 3,340.47 ล้านบาท) โดยงบก้อนใหญ่ที่ถูกหั่นทิ้งทั้งก้อนเป็นรายการชำระเงินค่าจ้าง ค่าเสียหาย รวมดอกเบี้ย ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดคดีคลองด่าน 3,000 ล้านบาท ซึ่งปรากฏในแผนงานพื้นฐานด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รองลงมาคือ สำนักงานปลัดกระทรวง ทส. ถูกตัดงบ 85.32 ล้านบาท, กรมทรัพยากรน้ำ 63.1 ล้านบาท, กรมป่าไม้ 50.95 ล้านบาท, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 46.8 ล้านบาท, กรมทรัพยากรธรณี 8.77 ล้านบาท, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 8.51 ล้านบาท, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม 6.42 ล้านบาท, และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 5.88 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อันดับสอง กระทรวงกลาโหม (กห.) ปรับลดลง 1,228.95 ล้านบาท โดยให้ตั้งงบ 90,728.22 ล้านบาท จากเดิม 91,957.18 ล้านบาท
หน่วยงานภายในกระทรวงปืนใหญ่ที่ถูกปรับลดงบประมาณมากที่คือ กองทัพบก ถูกตัดงบ 919.25 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 34,396 ล้านบาท) รองลงมาคือ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกตัดงบ 163.9 ล้านบาท, กองทัพเรือ 79.94 ล้านบาท, กองบัญชาการกองทัพไทย 28.86 ล้านบาท, สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ถูกตัดงบ 21.37 ล้านบาท, และกองทัพอากาศ 15.6 ล้านบาท
อันดับสาม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ปรับลดลง 935.33 ล้านบาท โดยให้ตั้งงบ 218,792.04 ล้านบาท จากเดิม 219,727.37 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดแต่ละ อปท. ดังนี้
- อปท. รูปแบบพิเศษ มีการปรับลดงบของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ไป 168.75 ล้านบาท คงเหลือ 28,784.25 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 28,953.01 ล้านบาท) ขณะที่งบเมืองพัทยาได้งบตามเดิมที่ 2,300.77 ล้านบาท
- องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ถูกตัดงบ 1,937.7 ล้านบาท เหลือ 33,581.47 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 33,644.77 ล้านบาท) โดยมี 6 อบจ. ที่ถูกปรับลดงบประมาณ ประกอบด้วย อบจ.ขอนแก่น ถูกตัดงบ 27 ล้านบาท, อบจ.แพร่ 14 ล้านบาท, อบจ.ยโสธร 11.68 ล้านบาท, อบจ.กาญจนบุรี 4.4 ล้านบาท, อบจ.มหาสารคาม 4 ล้านบาท, และ อบจ.น่าน 2.19 ล้านบาท
- เทศบาลตำบล ถูกตัดงบ 658.22 ล้านบาท เหลือ 105,593.04 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 106,251.26 ล้านบาท)
- เทศบาลเมือง ถูกตัดงบ 45 ล้านบาท เหลือ 31,835.04 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 31,880.12 ล้านบาท)
- เทศบาลนคร ตั้งงบไว้ 16,697.41 ล้านบาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ
มีข้อข้อสังเกตจาก กมธ. ในท้ายรายงานระบุตอนหนึ่งว่า งบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดถูกปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การกระจายอำนาจและการถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. นำไปพัฒนาพื้นที่ยังทำได้ไม่เต็มศักยภาพ
ในปีนี้ จังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลทั้งสิ้น 4,284.27 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า 88% (แต่ กมธ. ได้ปรับลดงบลง โดยยอดสุดท้ายของงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอยู่ที่ 4,275.63 ล้านบาท) ซึ่งการปรับลดงบของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยเฉพาะโครงการที่มีความซ้ำซ้อนอย่างชัดเจนกับหน่วยงานอื่นเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดในการกำหนดทิศทาง และยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณที่ชัดเจนสำหรับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พบว่า "โครงการส่วนใหญ่ที่ได้รับจัดสรรเป็นการจัดกิจกรรมประเภทอีเวนต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดได้อย่างเต็มศักยภาพ และเป็นโครงการที่ประเมินวัดผลความสำเร็จได้ยาก"
แต่เมื่อพิจารณาถึงความคืบหน้าในการกระจายอำนาจทางการคลัง กลับพบว่าสัดส่วนรายได้รัฐบาลที่จัดสรรให้กับ อปท. แทบไม่เพิ่มขึ้นเลยจากปีก่อนหน้า คืออยู่ที่ 29% ของรายได้รัฐบาล ในขณะที่งบที่จัดสรรให้เทศบาลตำบลเพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนหน้า แต่งบสำหรับเทศบาลนครและเทศบาลเมืองถูกปรับลดลงถึง 7%

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อันดับสี่ กระทรวงมหาดไทย (มท.) ปรับลดลง 912.81 ล้านบาท โดยให้ตั้งงบ 226,929.85 ล้านบาท จากเดิม 227,842.66 ล้านบาท
หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงคลองหลอดที่ถูกปรับลดงบประมาณมากที่สุดคือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) ถูกตัดงบ 767.04 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 172,824.76 ล้านบาท) ซึ่งเกือบทั้งก้อนเป็นงบเงินอุดหนุน อปท. 766.84 ล้านบาท ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.
รองลงมาคือ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถูกตัดงบ 66.38 ล้านบาท, กรมโยธาธิการและผังเมือง 52.09 ล้านบาท, สำนักงานปลัดกระทรวง 12.11 ล้านบาท, กรมที่ดิน 11.86 ล้านบาท, และกรมการปกครอง 3.31 ล้านบาท
อันดับห้า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ปรับลดลง 682.25 ล้านบาท โดยให้ตั้งงบ 53,050.3 ล้านบาท จากเดิม 53,732.55 ล้านบาท
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ถูกหั่นงบมากที่สุดคือ กรมชลประทาน ถูกตัดงบ 331.69 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 32,631.88 ล้านบาท) รองลงมาคือ กรมประมง ถูกตัดงบ 162.05 ล้านบาท ตามด้วยกรมการข้าว 52.43 ล้านบาท, กรมวิชาการเกษตร 33.1 ล้านบาท, กรมปศุสัตว์ 23.78 ล้านบาท, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร 23.6 ล้านบาท, สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) 14.02 ล้านบาท, สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตร 11.34 ล้านบาท, กรมส่งเสริมการเกษตร 7.41 ล้านบาท, สำนักงานปลัดกระทรวง 6.25 ล้านบาท, กรมพัฒนาที่ดิน 5.91 ล้านบาท, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) 2.83 ล้านบาท, สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2.08 ล้านบาท, สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ 1.8 ล้านบาท, กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 1.33 ล้านบาท, และกรมหม่อนไหม 1.2 ล้านบาท
ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ ที่น่าสนใจ และถูกปรับลดงบประมาณ อาทิ
- กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ปรับลดงบลง 36.99 ล้านบาท คงเหลืองบ 4,934.06 ล้านบาท จากเดิม 4,971.05 ล้านบาท แบ่งเป็น แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลดลงเหลือ 4,318.45 ล้านบาท จากเดิม 4,355.24 ล้านบาท และแผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ลดลงเหลือ 125.77 ล้านบาท จากเดิม 125.96 ล้านบาท
- ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ปรับลดงบลง 12.34 ล้านบาท คงเหลืองบ 1,343.34 ล้านบาท จากเดิม 1,355.69 ล้านบาท แบ่งเป็น แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลดลงเหลือ 730.63 ล้านบาท จากเดิม 732.63 ล้านบาท, แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคง ลดลงเหลือ 195.37 ล้านบาท จากเดิม 200.54 ล้านบาท, แผนงานยุทธศาสตร์ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ลดลงเหลือ 417.33 ล้านบาท จากเดิม 422.51 ล้านบาท
ขณะที่องค์กรอิสระก็ถูกตัดงบกันถ้วนหน้าเช่นกัน อาทิ
- สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ปรับลดงบลงเหลือ 145.17 ล้านบาท จากเดิม 159.07 ล้านบาท
- สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรับลดงบลงเหลือ 565.92 ล้านบาท จากเดิม 609.16 ล้านบาท
- สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรับลดงบลงเหลือ 809.24 ล้านบาท จากเดิม 884.8 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หั่นงบ 3 แผนบูรณาการ
ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการ ก็ถูกมีปรับลดงบลงเช่นกันที่ 451.11 ล้านบาท เหลือ 69,795.88 ล้านบาท (จากเดิมตั้งงบไว้ 70,246.99 ล้านบาท) มีรายละเอียด 3 แผนงาน ดังนี้
- แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ปรับลดเหลือ 746.43 ล้านบาท จากเดิม 761.74 ล้านบาท
- แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปรับลดเหลือ 60,605.28 ล้านบาท จากเดิม 60,762.24 ล้านบาท
- แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล ปรับลดเหลือ 8,444.16 ล้านบาท จากเดิม 8,723 ล้านบาท
เติมงบกลาง 6 พันล้าน
สำหรับงบประมาณ 11,162.73 ล้านบาทที่ตัดไปได้ เงินก้อนใหญ่จะโยกไปตั้งเป็นงบกลางเพิ่มเติม 6,044.95 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นั่นทำให้งบกลางของรัฐบาล "อนุทิน 2" ขยับเพิ่มเป็น 699,924.95 ล้านบาท จากเดิม 693,880 ล้านบาท
ตามรายงานของ กมธ. ระบุวัตถุประสงค์ในการเติมงบกลางเอาไว้เพียง 7 บรรทัดคือ เพื่อป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ การเยียวยาหรือบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง และภารกิจจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่อาจจะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนการดำเนินงานจากงบรายจ่ายประจำปีของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ และไม่สามารถใช้จากแหล่งเงินอื่นได้
อย่างไรก็ตามมี กมธ. เสียงข้างน้อยได้ขอสงวนความเห็น และมี สส. เสนอคำแปรญัตติ โดยให้ปรับลดงบกลางลงตั้งแต่ 0.01-45% จากวงเงินเดิม 693,880 ล้านบาท ซึ่งพวกเขาจะได้อภิปรายชี้แจงแสดงเหตุผลกลางสภา ก่อนที่ สส. ทั้ง 500 คนจะลงมติว่าเห็นด้วยกับ กมธ. เสียงข้างมาก หรือ กมธ. เสียงข้างน้อย/สส. ผู้สงวนคำแปรญัตติ
สำหรับงบกลางถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักการเมืองฝ่ายค้านและนักวิชาการมาโดยตลอดว่าเป็นเสมือนการ "ตีเช็คเปล่า" เพราะรัฐบาลมักตั้งเป็นกรอบวงเงินและระบุ "หัวข้อ" เอาไว้กว้าง ๆ แต่ไม่มีรายละเอียดของโครงการที่จะดำเนินการ ทำให้สภาไม่มีโอกาสตรวจสอบความคุ้มค่า

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ส่วนเงินอีกก้อนที่ตัดได้ กมธ. ให้นำงบ 4,500 ล้านบาท ไปเติมลงรายการทุนหมุนเวียน แบ่งเป็น 1. กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4,000 ล้านบาท และ 2. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 500 ล้านบาท เมื่อรวมงบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียนทั้งหมดจึงอยู่ที่ 299,329.42 ล้านบาท จากเดิม 294,857.16 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กมธ. ยังให้ตั้งงบเพิ่มในแผนงานบุคลากรภาครัฐ 3.11 ล้านบาท ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วย
6 หน่วยงานได้งบเพิ่ม
ส่วนงบที่ตัดได้อีกราว 612 ล้านบาท จะนำไปจัดสรรเพิ่มเติมให้แก่ 6 หน่วยขอรับงบประมาณ ซึ่งบีบีซีไทยขอเรียงจากตัวเงินมากไปหาน้อย ดังนี้
- หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ให้ตั้งเพิ่ม 247.32 ล้านบาท สำหรับสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อใช้ในแผนงานพื้นฐานด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ซึ่งมีทั้งงานอำนวยความยุติธรรม และงานคุ้มครองสิทธิประชาชน
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ตั้งเพิ่ม 148.83 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการปรับปรุงแผนที่ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
- ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง หรือหน่วยงานภายใต้การควบคุมดูแลของนายกฯ ให้ตั้งเพิ่ม 97.87 ล้านบาท แบ่งเป็น 1) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 96.77 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม 1,107.2 ล้านบาท เพื่อพัฒนาคุณภาพระบบการบริหารจัดการการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
- กระทรวงศึกษาธิการ ให้ตั้งเพิ่ม 96.31 ล้านบาท เพื่อใช้ในแผนงานพื้นฐานด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา
- หน่วยงานของรัฐสภา ให้ตั้งเพิ่ม 24.32 ล้านบาท สำหรับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
กมธ. ชงรัฐบาลเปิดข้อมูล "เงินนอกงบประมาณ"
ในท้ายรายงานงบประมาณปี 2570 มีข้อสังเกตของ กมธ. ต่อการจัดสรรงบทั้งในภาพรวมและเป็นรายหน่วยของรับงบประมาณ
ในส่วนของโครงสร้างงบประมาณปี 2570 กมธ. มองว่า "มีข้อจำกัดมากขึ้น" เนื่องจากรายจ่ายประจำอยู่ที่ประมาณ 2.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 122,799 ล้านบาท หรือประมาณ 5% ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณ 788,000 ล้านบาท ลดลง 73,736 ล้านบาท หรือประมาณ 9% ทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับรายจ่ายลงทุนคงเหลือจำกัด
พร้อมยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ งบสำหรับชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเกือบ 40,000 ล้านบาท จนภาระด้านการชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 462,470 ล้านบาท แบ่งเป็น การชำระเงินต้น 151,520 ล้านบาท และดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม 310,950 ล้านบาท ส่วนรายการเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญข้าราชการได้รับจัดสรร 389,090 ล้านบาท และยังมีรายการเงินสำรอง เงินสมทบ และชดเชยของข้าราชการ 71,400 ล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/Chada Thaised
กมธ. ให้ความเห็นว่า แม้มีการปรับงบให้ใกล้เคียงกับรายจ่ายจริงมากขึ้น แต่ยังมีส่วนต่างจากกรอบงบประมาณที่ประมาณการโดยกรมบัญชีกลางอยู่มาก เช่น รายการเบี้ยหวัด บำนาญฯ มีคำขอเข้ามา 429,770 ล้านบาท สูงกว่าที่ได้รับจัดสรรถึง 40,680 ล้านบาท, ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล ได้รับการจัดสรรงบ 94,200 ล้านบาท ขณะที่ประมาณการรายจ่ายอยู่ที่ 106,400 ล้านบาท ทำให้มีส่วนต่าง 12,200 ล้านบาท เมื่อรวมรายการสำคัญ ทั้งเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ย เงินสำรอง/เงินกองทุน กบข. อยู่ที่ 970,429 ล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรงบ 865,640 ล้านบาท ยังขาดอีก 104,789 ล้านบาท
กมธ. จึงมีข้อสังเกตว่า "งบที่จัดสรรอาจไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจริง" ซึ่งท้ายที่สุดอาจจำเป็นต้องจัดสรรงบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินฯ เพื่อให้มีงบเพียงพอสำหรับรายการดังกล่าว
รายงานของ กมธ. ยังระบุถึง "ความน่ากังวล" จากการตั้งงบต่ำกว่ารายจ่ายจริงในอดีต ทำให้เกิดภาระงบประมาณมากเกินกว่าที่จะได้รับจัดสรร และต้องพึ่งพาเงินคงคลังต่อเนื่องหลายปี
ในปีงบ 2570 รัฐบาลตั้งงบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038 ล้านบาท โดยเป็นการชดใช้เงินคงคลังปีงบประมาณ 2568 แต่มีประเด็นน่ากังวล เพราะภาระนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมีการประมาณการว่าในปี 2571 รัฐบาลอาจต้องตั้งงบชดใช้เงินคงคลังสูงถึง 115,000 ล้านบาท เพื่อชดใช้เงินคงคลังปี 2569
กมธ. ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวควรได้รับการพิจารณาในฐานะ "สัญญาณเตือนทางการคลัง" เพราะการตั้งงบชดใช้เงินคงคลังต่อเนื่อง ย่อมไปเบียดบังงบในปีต่อ ๆ ไปที่ควรใช้ไปในการพัฒนาศักยภาพประเทศ
รายงานของ กมธ. ยังชี้ด้วยว่า ปัญหาแท้จริงของงบปี 2570 คือ "พื้นที่ทางการคลังที่หดตัวลง" และเสนอให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างรายจ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของประเทศ โดยใช้การจัดทำงบปี 2571 เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับโครงสร้างทางการคลังระยะยาว ไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาสภาพคล่องเฉพาะหน้า
กมธ. ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับ "เงินนอกงบประมาณ" ด้วย โดยเสนอให้สำนักงบประมาณจัดทำข้อมูลสรุปยอดเงินนอกงบประมาณของแต่ละหน่วยงานที่จะเข้าชี้แจงงบประมาณต่อ กมธ. โดยจำแนกตามหน่วยรับงบประมาณและจำแนกตามประเภทของเงินให้ชัดเจน เช่น เงินนอกงบประมาณที่มีภาระผูกพัน และเงินนอกงบประมาณที่ปลอดภาระผูกพันที่สามารถนำมาสมทบกับงบประมาณแผ่นดินได้ รวมทั้งเงินของกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ เพื่อให้เห็นสถานะของเงินนอกงบประมาณคงเหลือที่สามารถนำมาใช้ได้จริง
นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลสร้างกลไกในการเปิดเผยข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำในการวางแผนงบประมาณ































