ผ่าไส้ในแผนปฏิรูปราชการฉบับรัฐบาลภูมิใจไทย เทียบโจทย์จากนักวิชาการ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 15 นาที
นักวิชาการที่เกาะติดการปฏิรูปรัฐไทยเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องตั้งโจทย์ในการปฏิรูปให้ชัด ก่อนตั้งเป้าหมาย "ตัดคน" ในภาคราชการ หลังรัฐบาล "อนุทิน 2" เดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่
หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 9 มี.ค. คือการปฏิรูประบบราชการ ให้เป็น "ราชการทันใจ" มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ "ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ" และเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้เหลือบทบาท "ผู้ควบคุม" เพียงเท่าที่จำเป็น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้คำมั่นกลางรัฐสภาว่า จะขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง "พูดแล้วทำ"
5 เดือนผ่านไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติกำลังคนและมิติโครงสร้าง หลังวิเคราะห์แล้วพบปัญหา "ขนาดของภาครัฐขยายตัวเกินความจำเป็น และภาระงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง"
ปัจจุบัน ไทยมีกำลังคนในภาครัฐอยู่ 3 ล้านคน คิดเป็น 4.56% ของกำลังแรงงานในประเทศ (ประชากรในวัยแรงงานซึ่งอายุ 15 ปีขึ้นไป มีราว 40.54 ล้านคน)
รัฐใช้จ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐทั้งที่ยังอยู่ในราชการและเกษียณอายุแล้วสูงถึงปีละ 1.2 ล้านล้านบาท
มาตรการที่จะเกิดขึ้นทันทีหลังมีมติ ครม. เมื่อ 11 ส.ค. คือ ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี และยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญจาก "ไส้ใน" ของเอกสารแนวทางการปฏิรูปราชการที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายบริหารยุค "อนุทิน 2" ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการไปสู่การปฏิบัติ
เป้าหมายลด ขรก. 15% จะบรรลุผลได้อย่างไร
ส่วนแรก การบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ครม. เห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี ให้ส่วนราชการใช้มาตรการ "ตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก" เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม
ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายลดกรอบอัตรากำลังลงไม่น้อยกว่า 15% (จากฐานปี 2569) ภายในปีงบประมาณ 2575
นอกจากนี้ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
- ยุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ 1 ต.ค. 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีมีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว
- ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการ ประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571-2575 พูดง่าย ๆ ว่าถ้าตำแหน่งไหนเกษียณก็ให้ยุบอย่างต่อเนื่อง
- ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
สำหรับ 11 สายงานที่ให้ยุบเลิก ประกอบด้วย 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตามสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ และเหล่าบรรณารักษ์ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เมื่อ 24 ส.ค. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมาตรการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาครัฐเอาไว้ก่อน จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้เหตุผลว่าเป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และ "ไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้" ก่อนที่สำนักงาน ก.พ. จะออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า ไม่ได้จะยกเลิกห้องสมุดหรือยกเลิกวิชาชีพบรรณารักษ์ เพียงแต่ "ปรับรูปแบบการจ้างงาน" เท่านั้น
ขีดเส้น 3 เดือน ทบทวนความซ้ำซ้อนราชการส่วนภูมิภาค
ส่วนที่สอง การยุบเลิกราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) โดยให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมดนับแต่นี้เป็นต้นไป
ปัจจุบันมีส่วนราชการที่ตั้งในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน ในจำนวนนี้เป็นหน่วยงานที่เข้าข่ายต้องทบทวนความจำเป็นเร่งด่วนมีทั้งสิ้น 3,708 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของส่วนราชการในภูมิภาคทั้งหมด
เมื่อพิจารณารายละเอียดลึกลงไป พบว่า ส่วนราชการระดับกอง 11,667 หน่วยงาน ที่อยู่ภายใต้สังกัด 163 กรม 20 กระทรวง มีกองอยู่ 85.8% ตั้งอยู่ในภูมิภาค แบ่งเป็น
- ราชการส่วนภูมิภาค 7,817 หน่วยงาน (ระดับจังหวัด 2,496 หน่วยงาน และระดับอำเภอ 5,321 หน่วยงาน)
- หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาครวม 2,193 หน่วยงาน แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ในสัดส่วนสูงมาก นอกจากนี้ยังมีองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,842 แห่ง
มีบุคลากรส่วนราชการปฏิบัติงานในภูมิภาค 438,470 คน จากทั้งหมด 675,766 คน หรือคิดเป็น 64.88% (ณ เดือน ธ.ค. 2568) ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 348,099 คน
สำนักงาน ก.พ.ร. ตั้งข้อสังเกตว่า ในพื้นที่เดียวกันมีหน่วยงานภาครัฐซ้ำซ้อน 3 ชั้น คือ มีทั้งราชการส่วนภูมิภาค, ราชการส่วนกลางในภูมิภาค, อปท. ทับซ้อนกันกว่า 17,800 หน่วยงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และความสับสนของประชาชนที่มาติดต่อขอรับบริการ

ที่มาของภาพ, THAI GOV
แนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้จัดส่วนราชการในภูมิภาคมี ดังนี้
- ส่วนกลางในภูมิภาค ยุติการจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้นใหม่ และทบทวนความจำเป็นของหน่วยงานเดิม โดยพิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือส่วนอื่นทำแทน
องค์ประกอบการพิจารณา: เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย พัฒนา งานวิชาการ งานที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, พื้นที่ปฏิบัติภารกิจต้องครอบคลุมมากกว่า 1 จังหวัด อาจเป็นกลุ่มจังหวัด ลุ่มน้ำ กลุ่มป่า, ต้องไม่มีหน่วยงานของกรมที่เป็นราชการส่วนกลางในภูมิภาค หรือราชการส่วนภูมิภาคอยู่เดิม
- ราชการส่วนภูมิภาค ทบทวนความจำเป็น และรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียวกัน (One Roof) ทั้งนี้ให้จัดทำข้อเสนอในการจัดโครงสร้างส่วนราชการใหม่ (Rearrange) และ One Roof ภายใน 1 ปี เสนอต่อ ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือน พ.ย. นี้
องค์ประกอบการพิจารณา: เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต และบังคับใช้กฎหมาย, ส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้, การจัดบริหารภาครัฐให้ประชาชน โดยกำหนดให้ส่วนราชการประจำจังหวัดเป็นผู้แทนกระทรวงเพียงส่วนราชการเดียว และไม่จำเป็นต้องจัดตั้งครบทุกจังหวัดหรืออำเภอ
นอกจากนี้ให้ชะลอการปรับโครงสร้างหน่วยงาน จนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ ส่วนการจัดตั้งหน่วยงานโดยอาศัยอำนาจของรัฐมนตรี (รมต.) ในการออกประกาศกำหนด หรือการกำหนดให้ตั้งหน่วยงานใหม่ในพื้นที่ ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน
แม้รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีเจตนาลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคลง แต่กลับพบการเพิ่มจำนวนขึ้น โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจ รมต. ในการออกประกาศกำหนดจำนวนทั้งสิ้น 3,708 หน่วยงาน แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
- ประเภทที่กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ จำนวน 45 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
- ประเภทที่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงบางส่วนราชการ จำนวน 3,370 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง, แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
- กลุ่มที่จัดตั้งตามกฎหมายอื่น จำนวน 293 หน่วยงาน เช่น ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, และส่วนท้องถิ่น โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องการบริหารราชการส่วนกลางในภูมิภาค ดังนั้นการมีอยู่ของหน่วยงานประเภทนี้จึงไม่สอดคล้องกับกฎหมาย
ความคาดหวังของรองฯ ปกรณ์-นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ต่อการปฏิรูปราชการ 69
ภายใต้แนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐและปฏิรูปโครงสร้างราชการ หัวหอกในการปฏิรูประลอกใหม่ที่ชื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และประธาน ก.พ.ร. คาดหวังว่า จะสามารถลดกำลังคนภาครัฐได้มากกว่า 30,000 อัตรา และตั้งเป้าหมายปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30% จากปัจจุบัน 70%
"ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน" นายปกรณ์กล่าวภายหลัง ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบราชการเมื่อ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามรองนายกฯ ยอมรับว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ "ไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว" เพราะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี ไม่ใช่เพียงกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาล 1 ชุด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้าน ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และนโยบายอุตสาหกรรม บอกว่า "ไม่มีความคาดหวังอะไรยิ่งใหญ่ แต่อยากเห็นการปฏิรูปที่เกิดผลลัพธ์จริง และทำแบบมีกระบวนที่ครอบคลุมในมิติสำคัญที่ควรจะเป็น" หลังบีบีซีไทยถามถึงความคาดหวังในการปฏิรูปราชการปี 2569
แม้มีบทบาทในหลายบอร์ดที่เกี่ยวข้องการงานปฏิรูปรัฐไทย ทั้งกรรมการ ก.พ.ร., กรรมการปฏิรูปกฎหมาย, ทีมร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ (2571-2575) แต่เขาออกตัวว่า "ไม่ได้สวมหมวกหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง" ในการสื่อสารความเห็นในครั้งนี้
ดร.แบ๊งค์เห็นว่า ไทยกำลังโดนดิสรัปต์ (ถูกเปลี่ยนแปลง) จาก 3 เรื่องที่บีบให้ต้องปฏิรูป นั่นคือ แรงกดดันทางเทคโนโลยีนวัตกรรม, การปรับตัวของโลกซึ่งไทยต้องเข้าไปสัมพันธ์และปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานสากล, และความต้องการของประชาชนที่เรียกร้องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการให้บริการของภาครัฐ
4 ปฏิรูปที่ต้องทำไปพร้อมกัน
ในการลงมือปฏิรูปรัฐไทย นักวิชาการรายนี้แนะว่าควรคิดถึงการดำเนินการ 4 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ, ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ระบบราชการ, ปฏิรูปกำลังคนในระบบราชการ, และปฏิรูปเศรษฐกิจ
ด้านแรก ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ
ปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่บังคับใช้อยู่กว่าหมื่นฉบับ แบ่งเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประมาณ 1,382 ฉบับ, พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กว่า 7,000 ฉบับ, กฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ
ในส่วนของ พ.ร.บ. ที่มีผลบังคับใช้ก่อนปี 2520 มีอยู่ประมาณ 280 ฉบับ ซึ่ง ดร.แบ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่วงที่การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบราชการไทยยังไม่แพร่หลาย นั่นหมายความว่าการเขียนกฎหมายคิดบนขั้นตอนทางราชการที่ใช้กระดาษเป็นหลัก กระบวนการทางราชการยังเป็น "จินตนาการแบบเก่า" ว่าต้องถ่ายเอกสารไปทีละโต๊ะ ๆ ดังนั้นถ้าไม่ปฏิรูปกฎหมาย ก็จะปฏิรูปกระบวนการไม่ได้
อาจารย์ประจำสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ จาก มจธ. เสนอ 5 กระบวนท่าในการปฏิรูปกฎหมายของไทย ซึ่งการจะใช้เครื่องมือใดต้องวินิจฉัยให้เหมาะสมกับอาการ
- Regulatory Guillotine หรือที่เรียกกันว่า "กิโยตินกฎหมาย" ตัดกฎ ระเบียบ ขั้นตอน รวมถึงรูปแบบราชการที่ไม่จำเป็นหรือที่มีต้นทุนสูงในการกำกับดูแลทางกฎหมายทิ้งไป เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการจัดการกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น กฎกระทรวงที่มีอยู่ แต่ไม่ถูกใช้งาน ทั้งนี้มีการทำกิโยตินกฎหมายในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม
- Omnibus Law คือการแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกันด้วยออกกฎหมายฉบับเดียว มีหลายประเทศเคยใช้ เช่น ในฝรั่งเศส มี Macron Law แก้กฎหมาย 15-20 ฉบับภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับเดียว ในอินโดนีเซีย มี Job Creation Act แก้กฎหมาย 70 ฉบับด้วย พ.ร.บ. ฉบับเดียว เครื่องมือนี้เหมาะกับการผลักดันวาระสำคัญ เช่น ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ในปี 2571 หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญคือกฎระเบียบของรัฐไทยต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของ OECD จึงต้องแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ซึ่งสามารถเสนอชุดกฎหมาย OECD Omnibus Law ได้
- Legislative Instruments Act คือกฎหมายลำดับรองกำหนดให้มีอายุขัย มีวันหมดอายุ โดยไม่ต้องเสนอยกเลิกหรือแก้กฎหมายทีละชิ้น หากกฎหมายใดไม่มีความสำคัญ หน่วยงานไม่ได้อยากรักษาไว้ แค่นิ่งเฉย กฎหมายก็หมดอายุไปเอง ซึ่งเป็นสูตรที่ออสเตรเลียใช้
- Regulatory Sandbox คือการทำ "กระบะทรายทางกฎหมาย" หากมีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จำเป็นและสำคัญในอนาคต แต่ยังไม่แน่ใจว่าผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ดีร้ายอย่างไร ก็จำเป็นต้องมีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เฉพาะหนึ่ง ๆ ภายใต้กรอบระยะเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อทดลองผล หากเกิดผลดีมากกว่าก็อาจนำไปสู่การยกเว้นเป็นการทั่วไปในอนาคต
- Cost-in, Cost-out Condition หรือระบบบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนด้านกฎระเบียบ ในบางประเทศมีหลักคิดว่าถ้าอยากได้กฎหมายใหม่ ต้องเอากฎหมายเก่ามาแลก โดยหน่วยงานที่เสนอกฎหมายนั้นต้องวิเคราะห์กฎหมายเดิม คำนวณต้นทุนการกำกับดูแลทางกฎหมายนั้น แล้วพิจารณาว่าจะยุบรวมกฎหมายหลายฉบับหรือตัดทิ้งไปเลย แลกกับการเสนอร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยคุมทั้งปริมาณและคุณภาพของกฎหมาย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้านที่สอง ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ระบบราชการ
ที่ผ่านมา มีการปฏิรูปโครงสร้างราชการไปแล้วบางส่วนโดยใช้เครื่องมือหลากหลาย อาทิ การส่งมอบบริการภาครัฐให้สะดวกและมีความคล่องตัวมากขึ้น ผ่านการผลักดันผ่าน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนปี 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2570 หรือการลดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งไทยได้เข้าสู่ภาคีความร่วมมือภาครัฐแบบเปิด (Open Government Partnership - OGP) เมื่อ ม.ค. 2569
ทว่าสำหรับประเด็นใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอย่างจริงจังตามมติ ครม. เมื่อ 11 ส.ค. หนีไม่พ้น การทบทวนราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค อดีตข้าราชการระดับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน 2 คนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยประเมินตรงกันว่า ประเด็นนี้จะเป็น "จุดแตกหัก" ในแผนปฏิรูปราชการ เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบมาก จึงเชื่อว่าจะมีแรงต้านมาก
ขณะที่ ดร.แบ๊งค์ให้ความเห็นว่า มีหน่วยงานที่แรกเริ่มมีความจำเป็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภารกิจที่เคยจำเป็นอาจไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยลง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยทำให้เกิดความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างส่วนกลางกับประชาชนผู้ใช้บริการ จากเดิมที่เคยตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพื่ออำนวยความสะดวก ก็อาจจำเป็นน้อยลง ส่วนภารกิจที่อาจยังจำเป็น ก็ต้องหารือกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น อาจมีหน่วยแบบหลังคาเดียว (One Roof) คอยรับเรื่อง แล้วจัดสรรกระจายไปตามหน้าที่ต่าง ๆ ของแต่ละกรม นั่นหมายถึงความจำเป็นที่ต้องปรับพื้นที่ทำงาน แทนที่จะแบ่งรั้วรายจังหวัด เปลี่ยนเป็นกลุ่มจังหวัดได้หรือไม่ ให้นิยามพื้นที่ใหม่นอกจากทางกายภาพ
ดร.แบ๊งค์ ซึ่งเป็นกรรมการ ก.พ.ร. ด้านสังคมวิทยา ระบุว่า มีการประมาณการว่าถ้ามีการปฏิรูป แม้นำร่องใน 4 กระทรวงหลัก จะช่วยลดงบประมาณได้ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และทำให้มีประสิทธิภาพในการบริการประชาชนและการทำงานภาครัฐที่ไร้รอยต่อมากขึ้น
ด้านที่สาม ปฏิรูปกำลังคนในระบบราชการ
ส่วนการแตะไปที่คนในภาคราชการซึ่งมีจำนวนถึง 3,004,485 คน ตามข้อมูลของสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คปร. (ณ 30 ก.ย. 2567) ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการ 1,756,606 คน (58%) ส่วนที่เหลืออีก 1,247,879 คนเป็นกำลังพลประเภทอื่น ได้แก่ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างประจำ และพนักงานองค์การมหาชน
ในส่วนของกำลังพลฝ่ายพลเรือนที่อยู่ในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นมีจำนวน 2,109,541 คน แบ่งเป็น ข้าราชการ 1,387,895 คน (65.79%) และกำลังคนประเภทอื่น 721,646 คน (34.21%)
นอกจากนี้สำนักงาน ก.พ. ยังประมาณการแนวโน้มการเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญในช่วง 10 ปี (2568-2577) ไว้ที่ 94,701 คน หรือเฉลี่ยปีละ 9,000 คน (1.58% ต่อปี) โดยสายงานที่จะมียอดผู้เกษียณอายุมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ, นักวิชาการสาธารณสุข, เจ้าพนักงานธุรการ, นายแพทย์, และเจ้าพนักงานสาธารณสุข
ขณะที่อายุเฉลี่ยของข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ที่ 42.14 ปี

ที่มาของภาพ, OCSC
ในการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ ดร.แบ๊งค์ขอนำเสนอแนวทาง 5 Re โดย 2 ตัวแรกต้องมาด้วยกันคือ Redeployment (จัดวาง/เกลี่ยอัตรากำลังคนใหม่) กับ Reskill (พัฒนาทักษะใหม่) เมื่องานบางอย่างหายไปเพราะไม่สำคัญ ก็ต้องเกลี่ยคนไปอยู่ในงานที่สำคัญ และต้องมีการพัฒนาทักษะใหม่ให้คนเหล่านั้น
ส่วนตัวที่ 3 Retire นำคนที่มีสมรรถนะต่ำออกจากระบบ ซึ่งผู้บริหารเริ่มพูดถึงโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่ขณะเดียวกันต้องมีการ Retention รักษาคนเก่งให้อยู่ในวงราชการต่อไป ซึ่งอาจมีมาตรการจูงใจ และไม่ลืม Recruit คัดสรรคนเก่ง ๆ เข้ามาเติมในระบบด้วย
ถอดบทเรียนปฏิรูป "แบบหน้ากระดาน" ยุคทักษิณ ถึงปฏิรูปแบบมุ่งเป้า
ด้านที่สี่ ปฏิรูปเศรษฐกิจ
ย้อนไปเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน รัฐบาล "ทักษิณ" ประกาศนโยบายปฏิรูประบบราชการ ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายเรื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมครั้งใหญ่, การปรับตัวสู่การเป็น "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" (E-Government), การนำแนวคิดเรื่องการเป็น "รัฐบริการประชาชน" มาใช้ โดยเกิดจุดบริการนอกสถานที่ราชการที่เรียกว่าวันสต๊อปเซอร์วิส (One Stop Service -OSS) ขึ้นหลายแห่ง, การปรับบทบาทใหม่ของผู้บริหารจังหวัดในฐานะ "ผู้ว่าฯ ซีอีโอ", การประเมินผลการปฏิบัติราชการโดยกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators - KPI) และให้รางวัลประจำปีแก่หน่วยงาน เหมือนกับบริษัทเอกชนที่แจกโบนัสให้พนักงานตามผลประกอบการ, การจ้างงานรูปแบบใหม่ในภาคราชการ เช่น พนักงานราชการ, การยกเลิก "ระบบซี" หรือระดับมาตรฐานกลาง (Common Level - C) 11 ระดับ แล้วเปลี่ยนเป็นการจำแนกจำแหน่งแบบ "ระบบแท่ง" 4 ประเภท ได้แก่ ตำแหน่งบริหาร, อำนวยการ, วิชาการ, ทั่วไป

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่ถึงกระนั้นบทเรียนยุคทักษิณถูกทบทวนโดย ดร.แบ๊งค์ที่เห็นว่า การปฏิรูปราชการที่ตั้งใจจัดการ 3 มิติ ทั้ง 20 กระทรวง กว่า 160 กรม แบบหน้ากระดานทำพร้อมกัน ทำให้เจอแรงต้านมหาศาล ในการปฏิรูปราชการรอบนี้ เขาจึงแนะนำให้ตั้งต้นจากภารกิจหรือวาระของประเทศ พิจารณาว่าอะไรคือความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับโจทย์ในเรื่องนั้น จากนั้นลงมือปฏิรูปทั้ง 3 มิติ กฎหมาย โครงสร้างหน้าที่ และอัตรากำลัง เพื่อตอบโจทย์วาระนั้นก่อน หากสำเร็จก็ค่อยขยาย-เคลื่อนไปจัดการเรื่องอื่นที่มีลักษณะทั่วไปมากขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จาก มจธ. กล่าวต่อไปว่า หากใช้วาระการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรัฐเข้าไปช่วยสนับสนุนเป็นโจทย์ในการปฏิรูป แล้วร้อยกลับมาสู่ประเด็นที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เสนอคือ "Reinvent Thailand" วาระที่รัฐและเอกชนตกลงร่วมกันเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคืออะไร เกี่ยวกับหน่วยงานไหน ก็ใช้ตรงนั้นเป็นตัวจุดปะทุ หรือตั้งขอบเขตการปฏิรูปขั้นต้นไปก่อทั้ง 3 มิติเพื่อตอบโจทย์ให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ราบรื่น
เขาเชื่อว่า นี่เป็นหนึ่งในวิธีการกำหนดกรอบการปฏิรูปแบบมุ่งเป้า ไม่ได้ทำแบบหน้ากระดาษ ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านได้
แนะตั้งโจทย์ปฏิรูปให้ชัด ก่อนตั้งเป้าตัดคนออก
แต่ดูเหมือนการประกาศข่าวปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลอนุทินจะตั้งต้นจากภาวะที่รัฐไทย "ถังแตก" เนื่องจากงบประมาณแผ่นดิน 2.78 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.6% ของงบประมาณปี 2570 (วงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท) ถูกใช้ไปในรายจ่ายประจำ จนเหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศเพียง 30% เท่านั้น
ในปีงบประมาณล่าสุดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา รัฐไทยตั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น งบบุคลากรโดยตรง (เงินเดือน/ค่าตอบแทน/ค่าจ้างประจำ/ค้าจ้างชั่วคราว) 6.7 แสนล้านบาท และอีกก้อนอยู่ในงบกลาง 5.72 แสนล้านบาท ได้แก่ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จ บำนาญ 3.89 แสนล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 9.42 หมื่นล้านบาท และเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 7.14 หมื่นล้านบาท, เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 1.3 หมื่นล้านบาท, เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4.67 พันล้านบาท, เงินสมทบของลูกจ้างประจำ 260 ล้านบาท
ในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์รายนี้ วิธีกำหนดโครงเรื่องเล่าของนโยบายมีความสำคัญ จึงอยากชี้ชวนให้วางกรอบที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ถ้าสำเร็จ ทุกคนวิน แม้แต่ตัวข้าราชการเองก็ไม่ได้สูญเสีย เพราะจำนวนมากจะมีการเกลี่ยอัตรา ไม่ใช่การตัดเพื่อลดต้นทุน
"ถ้าเรามีแผนการปฏิรูปที่ชัดเจน เอาเป็นตัวขึง แล้วทุกคนมุ่งสู่ตรงนั้น สมมุติทำได้ดี ระบบราชการอาจจะไม่ต้อง downsizing (ลดขนาดลง) จนกระทั่งเป็นการเอาคนออกครั้งใหญ่ก็ยังได้ แต่ทุกคนต้องเห็นว่าเป้าหมายเพื่ออะไร ถ้าเป้าเป็นการลดจำนวน มันก็ต้องมีใครสักคนไป ทุกคนก็จะหวาดระแวงซึ่งกันและกัน... ผมอยากให้มองการปฏิรูปรัฐไทยแบบไปข้างหน้ามากกว่า" ดร.แบ๊งค์กล่าว

ที่มาของภาพ, STIPI
ในฐานะที่เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายแวดวง เขาเห็นว่าจิ๊กซอว์ 4 ปฏิรูปมีคนแยกกันทำอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันและควรมองที่ยุทธศาสตร์ใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจจะปรับตัว ออกแบบเครื่องมือ และช่วยกันเปลี่ยนผ่านในพื้นที่ของตัวเอง
"ประเทศไทยไม่ขาดแคลน big project (โครงการขนาดใหญ่) หรือ big policy (นโยบายใหญ่) แต่เราขาดแคลน big picture (ภาพใหญ่) ขาดแคลนกลไกที่จะทำให้ big policy, big project เหล่านั้นสอดประสานกัน แล้วมีเข็มทิศนำทางไปสู่อะไร" นักวิชาการจาก มจธ. ระบุ
แม้การนำเสนอในมุมความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าถ้าไม่ปรับตัวอันตราย จะมีความสำคัญ แต่ ดร.แบ๊งค์เตือนว่า คนก็ต้องการรู้ด้วยว่าแล้วทิศทางจะปรับไปไหนที่มีความหวังและปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่รอดและเติบโต โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การสร้างแนวร่วมแห่งการปฏิรูปจากการที่ทุกคนเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน
ความท้าทายในการปฏิรูปราชการ 69
เมื่อให้ประเมินว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลอนุทินให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
เขาเลี่ยงที่จะพูดถึงรัฐบาลอนุทินเป็นการเฉพาะ แต่ขอพูดภาพรวมความท้าทายเสมอมาของรัฐไทยที่แม้แต่การปฏิรูป ก็ปฏิรูปแบบไซโล แม้แต่ในหมู่นักปฏิรูปก็ไม่ได้อยู่ในทุกพื้นที่การปฏิรูป ดังนั้นความท้าทายคือการจูนไซโลของการปฏิรูปเข้าด้วยกัน ออกแบบกลไกที่เหมาะสม และการบริหารจัดการเพื่อให้กลไกนั้นทำงานจนเกิดผลสำเร็จ
"เหมือนเขียนแผนพัฒน์ฯ ให้ดี กับทำให้แผนพัฒน์ฯ นั้น implement (ทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ) ได้จริง มันเป็นระยะทางที่ห่างไกลมากจากแผนสู่ผล ก็จะเป็นอีกความท้าทายหนึ่ง" หนึ่งในผู้ร่วมยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 กล่าว
"วันนี้ผมก็อยู่ในเกม คือต้องช่วยปฏิรูป ผมคิดว่ามันต้องตั้งโจทย์เชิงบริหารความเปลี่ยนแปลงบนสิ่งที่มี แล้วใช้ประโยชน์จากตรงนั้นไปสู่การขับเคลื่อนที่ใหญ่กว่าได้อย่างไรในทางกลยุทธ์" เขากล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่รัฐบาลประเมินว่ามี 5 ความท้าทายในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการไปสู่การปฏิบัติ
- ภาระงานไม่หายไปพร้อมกับตำแหน่ง: หากไม่ลงทุนระบบดิจิทัลและงบจ้างเหมาบริการรองรับล่วงหน้า ภาระงานจะถูกผลักไปยังข้าราชการสายงานหลักที่เหลืออยู่
- ถ่ายโอนภารกิจโดยไม่ถ่ายโอนทรัพยากร: หากแรงจูงใจหลักมาจากการลดขนาดส่วนกลาง ภารกิจอาจถูกโอนให้ อปท. โดยไม่มีงบประมาณบุคลากรและทรัพย์สินตามมา
- ข้อจำกัดของฐานอำนาจ: มติ ครม. มีลำดับศักดิ์ตํ่ากว่ากฎหมาย และการให้ความเห็นของ ก.พ.ร. มิใช่การให้ความเห็นชอบที่มีผลผูกพัน
- ผลกระทบต่อพื้นที่ห่างไกล: เมื่อบุคลากร 64.88% ปฏิบัติงานในภูมิภาค การลดขนาดย่อมกระทบพื้นที่มากกว่าส่วนกลาง
- ความชัดเจนของกลไกจูงใจ 1 ใน 3: ต้องมีมาตรฐานการคำนวณวงเงินที่ประหยัดได้ และมาตรการป้องกันการลดอัตรากำลังเกินความเหมาะสม































