ข้อสังเกตจาก สส. พรรคประชาชนต่อสารพัดโครงการภายใต้สังกัดกระทรวงดีอีในการอภิปรายงบ 2570 วาระ 2

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในวันที่สองของการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวาระที่ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา) ปรากฏว่าบรรดา สส. เพิ่งโหวตผ่านงบไปได้เพียง 3 มาตรา (จนถึงเวลา 19.30 น. ของวันที่ 8 ก.ย.)
หนึ่งในนั้นคือ งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) วงเงิน 5,511 ล้านบาท ซึ่งถูกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 สภาผู้แทนราษฎร ปรับลดงบลง 25.85 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.47% ของงบเดิมที่ตั้งไว้ 5,536.856 ล้านบาท โดยมี กมธ. ขอสงวนความเห็น และ สส. ขอสงวนคำแปรญัตติ โดยขอปรับลดงบลงตั้งแต่ 1-48.83%
สส. ฝ่ายค้านได้อภิปรายชี้ให้เห็นความไม่ชอบมาพากลหรือไม่เหมาะสมในการเสนอโครงการของหน่วยงานภายใต้สังกัดดีอี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หน่วยงานแรก กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งถูก กมธ. ปรับลดงบลง 15.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.46% จากงบเดิมที่ตั้งไว้ 3,466.72 ล้านบาท เหลือ 3,450.91 ล้านบาท
โครงการที่ สส. พรรคประชาชน (ปชน.) หยิบยกมาพูดถึงคือ โครงการยกระดับพยากรณ์อากาศรายละเอียดสูงเพื่อรับมือภัยพิบัติและเตือนภัยธรรมชาติ วงเงิน 492 ล้านบาท ซึ่งเพียงโครงการเดียวคิดเป็นงบ 14.3% ของงบประมาณทั้งกรม
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ในฐานะอนุ กมธ.งบประมาณ กล่าวว่า ความจริงโครงการนี้ขอเป็นงบผูกพันข้ามปี 3 ปี วงเงินราว 1,500 บาท แต่วันที่กรมอุตุฯ มาชี้แจงต่อคณะอนุ กมธ. งบประมาณ เอกสารสำคัญ, ร่างขอบเขตของงาน หรือทีโออาร์ (Terms of Reference - TOR) ก็ไม่มี มาด้วยเอกสารแผ่นเดียว "เราไล่กลับไป พอกลับมาใหม่ ก็ยังไม่สมบูรณ์ จนรายงานของคณะอนุ กมธ. ต้องเขียนเตือนเอาไว้ว่า ขอให้ส่งข้อมูลให้ครบและพิสูจน์ความคุ้มค่าให้ได้" ส่วนตัวเสนอให้ชะลอโครงการนี้ไว้ก่อน แต่แพ้โหวตในที่ประชุมอนุ กมธ. 4 ต่อ 3
สส. พรรคสีส้มกล่าวว่า ภายหลังการประชุมในวันนั้น ได้รับ "เอกสารนิรนามจากผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม" จำนวน 4 หน้า ซึ่งมีรายละเอียดที่รัฐบาลควรตรวจสอบต่อไปถึงแม้เบาะแสที่ให้มาอาจยังไม่ใช่ข้อสรุปก็ตาม โดยกรมอุตุฯ ระบุว่า ได้ทำการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept – POC) กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2568-ก.พ. 2569 ขณะที่เอกสารผู้ให้เบาะแสอ้างว่ามีใบเสนอราคาของบริษัทนี้ส่งถึงอธิบดีกรมอุตุฯ ตั้งแต่ 4 ธ.ค. 2568 วงเงิน 497.55 ล้านบาท
"ถ้าเอกสารนี้มีอยู่จริง หมายความว่าแพคเกจและราคาเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มทำ POC ก่อนการทดลองจะจบด้วยซ้ำ ต่อมารัฐบาลก็ตั้งงบ 492 ล้าน ต่ำกว่าใบเสนอราคาแค่ 5.55 ล้านบาท หรือเพียงแค่ 1% นี่คือราคาที่เกิดจากการสำรวจตลอดอย่างอิสระ หรือเป็นงบที่เดินตามใบเสนอราคาของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ถ้าเอกสารไม่จริง ขอให้กรมนำต้นฉบับและทะเบียนรับเอกสารมาโต้แย้ง ถ้าจริงรัฐบาลต้องตอบว่าใครรู้วงเงินก่อน และใครได้รับโอกาสให้ทดสอบโครงการนี้ก่อนหรือไม่" นายภัณฑิลกล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สส. รายนี้ยังตั้งคำถามด้วยว่า การให้บริษัทเอกชนหนึ่งได้ทดลองเชื่อมต่อระบบ ทำให้ผู้ใช้บริการรายนั้นได้รับข้อมูลเหนือกว่าคู่แข่งหรือไม่ ผู้ให้บริการรายอื่นได้รับสิทธิได้รับข้อมูลเรดาร์ สถานีตรวจอากาศ API และพื้นที่ทดลองภายใต้เงื่อนไขเดียวกันหรือไม่ และยังเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลว่าการพยากรณ์อากาศภายใต้ระบบใหม่มูลค่า 492 ล้านบาท แม่นยำเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเท่าใด, เตือนล่วงหน้าเพิ่มกี่นาที, พื้นที่ได้รับความเสี่ยงเตือนประชาชนได้กี่คน
ต่อมา นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานอนุ กมธ. งบประมาณ กล่าวยืนยันว่า ได้พิจารณาโครงการนี้อย่างรอบคอบ และคำนึงถึงงบทุกบาททุกสตางค์ จึงให้กรมอุตุฯ กลับไปทำรายละเอียดและเอกสารใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องขออนุมัติวงเงิน ซึ่งหลังจากกรมมาชี้แจงเป็นครั้งที่ 2 ก็ให้การผ่านไป และผมกำชับให้ดำเนินโครงการในปี 2570
หน่วยงานที่สอง สำนักงานสถิติแห่งชาติ กมธ. หั่นงบไปเพียง 100,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.04% ของงบเดิมที่ตั้งไว้ 277.11 ล้านบาท เหลือ 277.01 ล้านบาท
นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. และอนุ กมธ.งบประมาณ อภิปรายโครงการทำความสะอาดข้อมูลและบูรณาการข้อมูล วงเงิน 44 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าจัดหาครุภัณฑ์ซอฟต์แวร์ 33.97 ล้านบาท และโครงการพัฒนาระบบสนับสนุนการวิเคราะห์และสรุปข้อมูลสถิติ วงเงิน 37.42 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นค่าจัดหาครุภัณฑ์ซอฟต์แวร์ 27.68 ล้านบาท รวม 2 โครงการมีค่าซอฟต์แวร์ 67.66 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามว่าซอฟต์แวร์อะไรถึงมีมูลค่า 30 ล้านบาท
ในฐานะที่ทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัลมา 20 ปี นายอิสริยะบอกว่า หากไปซื้อซอฟต์แวร์ระดับโลกอาจพอเข้าใจได้ แต่ใน TOR ของโครงการแรกเขียนว่า ซอฟต์แวร์ Data Cleansing เป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูป ไม่มีราคากลาง จึงใช้วิธีสืบราคาจากใบเสนอราคา 3 ใบ 3 ซอฟต์แวร์ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ตัวแรกชื่อ CleanData AI – Crystalflow 1.0, ซอฟต์แวร์ตัวที่สอง StatClean AI – ClearWave 2.0, และซอฟต์แวร์ตัวที่สาม Cleansync – FusionCore 3.0 ซึ่งพอเอาชื่อซอฟต์แวร์ไปค้นหาข้อมูลในเสริชเอนจินอย่างกูเกิล ก็ไม่เจอข้อมูล อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ตัวที่สาม Cleansync – FusionCore 3.0 เป็นคนละบริษัทกับที่มาเสนอใบราคา
เช่นเดียวกับโครงการที่สอง ใบเสนอราคา 3 ใบก็เป็นแบบเดียวกัน ซอฟต์แวร์ตัวแรกชื่อ Smart Data Summary System – DataScope 1.0, ซอฟต์แวร์ตัวที่สองชื่อ WebStat AI Insight Engine 1.0, ซอฟต์แวร์ตัวที่สามชื่อ Datagits Alpha Insight 2.0 ซึ่งพอเอาชื่อซอฟต์แวร์ไปเสริชในกูเกิลก็ไม่เจอข้อมูล "ไม่มีตัวตนบนอินเตอร์เน็ต แปลว่าซอฟต์แวร์ที่อยู่ในใบเสนอราคาเสกชื่ออะไรมั่ว ๆ ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่ทราบ"
เขาจึงสรุปข้อค้นพบจากโครงการของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่า ได้ขอซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูปมูลค่าสูงหลักหลายสิบล้าน โดยมีรูปแบบคือ มีใบเสนอราคา 3 ใบ จาก 3 บริษัทชุดเดียวกันใน 2 โครงการ, การตั้งชื่อซอฟต์แวร์ในใบเสนอราคาเป็นแพตเทิรน์เดียวกัน, และขอซื้อซอฟต์แวร์ที่ไม่มีตัวตนจริง 2 ใบเพื่อเป็นตัวหลอก เป็นคู่เทียบ
นายอิสริยะกล่าวว่า ในฐานะที่อยู่วงการดิจิทัลมานาน ไม่รู้จักชื่อซอฟต์แวร์เหล่านี้เลย ก็เกิดการเอ๊ะขึ้นมา ขอบคุณ กมธ. ที่รับฟังปัญหา และตัดโครงการแบบนี้ไปแล้ว "แต่พฤติกรรมแบบนี้ชวนให้คิดว่าหน่วยงานรัฐมีโครงการในลักษณะนี้ที่เป็นซอฟต์แวร์ปลอมหรือไม่ จึงอยากให้ตรวจสอบย้อนหลัง"
หน่วยงานที่สาม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (Digital Economy Promotion Agency - DEPA) กมธ. หั่นงบไป 2 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.31% ของงบเดิมที่ตั้งไว้ 655.6 ล้านบาท เหลือ 653.6 ล้านบาท
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายโครงการงบบัญชีบริการดิจิทัล วงเงิน 64.7 ล้านบาท ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ มีโครงการให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SME) ใช้เทคโนโลยีของคนไทย คือผู้ประกอบการสามารถมาขึ้นทะเบียนกับดีป้าได้ และมีการได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เมื่อใครเข้าสู่โครงการนี้แล้วสามารถเอาธุรกิจขายเข้าไปยังโครงการรัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ของหลายคนที่ทำธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ตอัป คือการขายให้ภาครัฐเป็นลูกค้าคนแรก และสามารถเข้าไปขายในกลุ่มภาคธุรกิจเอกชนเช่นเดียวกัน โดยสามารถหักภาษีได้สูงถึง 200%

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายภาวุธกล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 162 รายขึ้นทะเบียนกับดีป้า และมีสินค้าและบริการ 957 รายการ อย่างไรก็ตามเอกชนที่มาลงทะเบียนนี้มีน้อยรายมากที่จะขายโครงการให้ภาครัฐได้ ทั้งที่สิ่งที่สตาร์ทอัพต้องการให้รัฐสนับสนุนด้วยการที่ "รัฐเป็นลูกค้าคนแรก" แต่กลับไม่เกิดขึ้น
สส. รายนี้จึงเสนอให้สร้างผู้ประกอบการสู่ระบบมากกว่านี้ เพราะปัจจุบันมีเพียง 162 ราย จากทั้งหมด 30,000 ราย, ให้กระทรวงดีอีเป็นหัวหอกเจรจาร่วมกับกรมบัญชีกลางหรือกระทรวงคลังว่าต้องซื้อซอต์แวร์ไทยที่อยู่ในบัญชีก่อน ถ้าไม่มีค่อยซื้อจากต่างประเทศ, ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องบัญชีนวัตกรรมซ้ำซ้อน ทั้งบัญชีเอสเอ็มอี บัญชีบริการดิจิทัล และบัญชีนวัตกรรม ควรบูรณาการเพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ใช้บริการได้ในที่เดียว, ไม่ควรวัดผลสำเร็จด้วยจำนวนคนที่มาร่วมงาน แต่ควรวัดจำนวนลูกค้าและรายได้ที่ผู้ประกอบการได้ จึงเสนอให้ตัดงบของดีป้า 1 บาท เพื่อกระตุกให้คนรู้จักโครงการนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่โครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท ไม่ได้ขอใช้งบปี 2570 ในการดำเนินการตรง ๆ แต่อยู่ในกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (สดช.) จึงไม่มี สส. รายใดอภิปรายเกี่ยวกับโครงการนี้ หลังเปิดให้คนไทยลงทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิใช้งาน AI ระดับ Pro จำนวน 5 ล้านสิทธิ ทว่ามีผู้สนใจมาลงทะเบียนจริงเพียง 1.47 ล้านคน
ภายหลังอภิปรายราว 1 ชม. 45 นาที ที่ประชุมสภาลงมติเห็นด้วยกับมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงดีอีและหน่วยงานในกำกับ ตามที่ กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข ด้วยคะแนนเสียง 280 ต่อ 141 เสียง งดออกเสียง 53 เสียง
การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ในวาระ 2 จะดำเนินต่อไปจนรครบ 41 มาตรา จากนั้นสภาจะพิจารณาวาระ 3 ให้ความเห็นชอบทั้งฉบับหรือไม่ต่อไป































