ทำไมมีเด็กและวัยรุ่นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หมกมุ่นกับการสร้างกล้ามเนื้อ และเหตุใดปรากฏการณ์นี้ถึงอาจเป็นภัยร้าย ?

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ผมมีคนไข้ที่หมกมุ่นกับการออกกำลังกายจนใช้เวลาอยู่ในยิมวันละ 5-6 ชั่วโมง และเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง ซึ่งใคร ๆ ก็คงเป็นเช่นนั้นหากต้องยกเวตวันละ 5-6 ชั่วโมง" ดร.โรแบร์โต โอลิวาร์เดีย แพทย์ที่ศึกษาประเด็นภาพลักษณ์ทางร่างกาย (body image) มานานกว่า 30 ปี กล่าว
    • Author, แคตตี เคย์
    • Role, รายการบีบีซี เวิลด์ นิวส์ (BBC World News)
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่เรียนรู้ที่จะสังเกตสัญญาณเตือนเมื่อเด็กสาววัยรุ่นเริ่มมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับร่างกายของตัวเอง ซึ่่งโดยทั่วไปจะหมายถึงสถานการณ์ที่ร่างกายของพวกเธอผ่ายผอมลงเรื่อย ๆ

ทว่าไม่นานมานี้ ฉันได้พูดคุยกับ ดร.โรแบร์โต โอลิวาร์เดีย แพทย์ที่ศึกษาประเด็นภาพลักษณ์ทางร่างกาย (body image) มานานกว่า 30 ปี และเขาเชื่อว่าสังคมยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการตรวจจับปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย

สำหรับเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก ความหมกมุ่นไม่ได้อยู่ที่การลดน้ำหนัก แต่อยู่ที่การเพิ่มมวลกล้ามเนื้อแทน ซึ่งทำให้ปัญหานี้ยิ่งตรวจพบได้ยาก เพราะการออกกำลังกายและการสร้างความแข็งแรงของร่างกายมักถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมีวินัยและสุขภาพที่ดี

และแม้ว่านักกีฬาวัยเยาว์ส่วนใหญ่จะไม่ได้พัฒนาไปสู่ภาวะผิดปกติใด ๆ แต่ ดร.โอลิวาร์เดีย กล่าวว่า แนวโน้มของปัญหาภาพลักษณ์ทางร่างกายในกลุ่มผู้ชายนั้นกำลังเลวร้ายลง

อันที่จริง เมื่อเร็ว ๆ นี้เขาได้พบคนไข้ที่มีอายุน้อยเพียง 10 ปี และระบุว่าโซเชียลมีเดียเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของเรื่องนี้

"หลังจากที่ผมอุทิศตัวเองให้กับการทำงานตรงนี้มาเป็นเวลานานและได้เห็นว่าก่อนและหลังของการมาถึงของโซเชียลมีเดียเป็นอย่างไร ผมสามารถพูดได้เลยว่า วันนี้เรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง" ดร.โอลิวาร์เดีย กล่าว

BBC
คำบรรยายภาพ, แคตตี เคย์ สัมภาษณ์ ดร.โรแบร์โต โอลิวาร์เดีย เกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ภาวะหลงผิดว่ากล้ามเนื้อไม่ใหญ่พอ" (muscle dysmorphia)

หลายคนอาจพอจะรู้ว่าลักษณะของเด็กสาววัยรุ่นที่ผอมเกินไปเป็นอย่างไร และเข้าใจได้เมื่อสิ่งต่าง ๆ เริ่มผิดปกติ แต่ฉันไม่คิดว่าเรามีความเข้าใจแบบเดียวกันกับเด็กผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อกำยำ เช่นนั้นตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้องเริ่มพูดคุยกันในลักษณะเดียวกันว่าร่างกายที่ฟิตและสมส่วนสำหรับพวกเขานั้นควรมีลักษณะอย่างไร

แน่นอนว่า สำหรับเด็กผู้ชายนั้นแตกต่างออกไป

เรามีงานวิจัยที่ย้อนกลับไปถึงศตวรรษที่ 17 ซึ่งศึกษาข้อความและค่านิยมกดขี่ที่ผู้หญิงได้รับเกี่ยวกับความผอมและความเป็นผู้หญิง

สำหรับผู้ชาย เรื่องนี้มีความแตกต่างอยู่เล็กน้อย ตามข้อมูลจากงานวิจัยของเรา ปรากฏการณ์ดังกล่าวเริ่มหยั่งรากลึกในวัฒนธรรมสมัยนิยมอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 ตอนที่เราเริ่มได้เห็นภาพของผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อใหญ่โตแพร่หลายมากขึ้น

มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ และ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน คือดาราที่ทำเงินสูงสุดแห่งยุคนั้น เพราะในหลายแง่มุม ร่างกายที่กำยำมีกล้ามเนื้อของพวกเขาคือทรัพย์สินหรือจุดขายสำคัญที่สุด

ทั้งที่เราพูดคุยกับเด็กผู้หญิงและผู้หญิงว่า รูปร่างหน้าตาไม่ได้เป็นตัวกำหนดตัวตนหรือคุณค่าของพวกเธอ แต่การสนทนาในลักษณะเดียวกันส่วนใหญ่กลับถูกละเลยเมื่อพูดถึงเด็กผู้ชาย

คนที่มีกล้ามเนื้อมากกว่ามักถูกมองว่ามีความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า และแนวคิดเช่นนี้กำลังถูกส่งเสริมในปัจจุบัน บางทีอาจมากกว่าที่เคยเป็นมา โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์ และในชุมชนออนไลน์ที่เรียกว่า "แมนโนสเฟียร์" (manosphere)

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผมให้การรักษากับเด็กที่มีอายุ 10 ขวบที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ด้านร่างกาย รวมถึงวัยรุ่นที่เปราะบางทางอารมณ์จำนวนมาก ซึ่งกำลังค้นหาสิ่งเดียวกับที่พวกเราทุกคนต้องการ นั่นคือ การได้รับการยอมรับและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 ตอนที่คุณและเพื่อนร่วมงานเป็นผู้บัญญัติคำว่า "muscle dysmorphia" [การหมกมุ่นและกังวลว่าร่างกายของตน "เล็กเกินไป" หรือ "มีกล้ามเนื้อไม่มากพอ" ทั้งที่มีรูปร่างปกติ หรือร่างกายมีกล้ามเนื้อใหญ่โตอย่างเห็นได้ชัดอยู่แล้ว] เป็นครั้งแรก อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณกังวลเกี่ยวกับความผิดปกตินี้ในเวลานั้น ?

ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ตอนที่ผมกำลังวิจัยเกี่ยวกับความผิดปกติด้านการกินในเด็ก วัยรุ่น และผู้ชาย ผมได้รับโทรศัพท์จำนวนมากจากผู้ที่สนใจเข้าร่วมการศึกษาของเรา

ผู้ชายหลายคนบอกผมว่า: "ผมเคยมีอาการอะนอเร็กเซีย เนอร์โวซา (anorexia nervosa) [โรคคลั่งผอม] หรือบูลิเมีย เนอร์โวซา (bulimia nervosa) [ทานอาหารแล้วรู้สึกผิดจึงไปล้วงคอในอาเจียน] มาก่อน ตอนนี้ผมไม่ได้มีปัญหานั้นแล้ว แต่กลับหมกมุ่นอยู่กับการพยายามสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น ความแตกต่างคือ ปัจจุบันความหมกมุ่นนี้กลับได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง"

แทนที่สังคมจะต้องคำถามหรือแสดงความเป็นห่วงกับการกระทำนั้น พวกเขากลับได้รับคำชื่นชม ผู้คนมักพูดกับพวกเขาว่า "คุณมีวินัยมาก" หรือ "คุณมีความมุ่งมั่นและความอดทนเหลือเชื่อ"

เรามักไม่คิดว่าผู้ชายร่างกำยำมีกล้ามเนื้อจะมีความผิดปกติทางจิตใจได้ และแน่นอนว่าผู้ชายที่มีกล้ามเนื้อส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาดังกล่าว

ทว่าคนกลุ่มนี้ แม้จะตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อชัดเจน จนหลายคนมองว่าพวกเขามีรูปร่างในอุดมคติแล้ว แต่พวกเขาก็ยังเชื่อว่าตัวเองตัวเล็กเกินไปอยู่ดี

พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัวว่า เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ตัวเองอาจดูผอมบางหรืออ่อนแอลงอย่างกะทันหัน

ผู้ชายเหล่านี้หมกมุ่นเกี่ยวกับขนาดร่างกายและรูปลักษณ์ของตนเองอยู่ตลอดเวลา จนความกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อหลายด้านของชีวิตพวกเขาในที่สุด

คุณพบว่าลักษณะหรือปัญหาแบบใดของผู้ป่วยในปัจจุบันที่แตกต่างจากเมื่อ 5 หรือ 10 ปีก่อน ?

อันดับแรกคือโซเชียลมีเดียได้สร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญได้

ดังนั้น เวลาอินฟลูเอนเซอร์เผยแพร่แนวคิดต่าง ๆ โดยไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิก ผมมักเห็นว่าความเห็นของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถ้าไม่ถูกปัดตกไปโดยสิ้นเชิง ก็ถูกให้น้ำหนักไม่ต่างจากความเห็นของบุคคลเหล่านั้น

แล้วอย่างกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ติ๊กตอก ?

ถูกต้อง อย่างอินฟลูเอนเซอร์ในติ๊กตอกบางคน เพียงแค่มีผู้ติดตาม 10 ล้านคน ผู้คนก็พร้อมจะเชื่อว่าเขาเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ทั้งที่ความน่าเชื่อถือนั้นไม่ได้มาจากหลักฐานหรือคุณวุฒิใด ๆ

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ มันคงเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดอย่างมากใช่ไหม ?

แน่นอน และไม่ใช่เพราะเหตุผลด้านอัตตาหรือศักดิ์ศรีส่วนตัว แต่เพราะผู้คนกำลังได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่พวกเขาได้รับ

หลายปีก่อน ตอนที่อินเทอร์เน็ตเพิ่งเริ่มแพร่หลาย พวกเราเคยกังวลเกี่ยวกับกลุ่มต่าง ๆ ที่ส่งเสริมพฤติกรรมการกินผิดปกติ (eating disorders) แต่มันก็ยังดูเป็นปรากฏการณ์ที่จำกัดอยู่ในวงแคบมากกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นอยู่ในคนละระดับกันเลย

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่อคุณเผชิญกับเนื้อหาประเภทนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของผู้คน

ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน หากผมพบชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้ค้อนทุบใบหน้าตัวเอง อย่างที่เราเห็นว่ามันถูกโปรโมตโดยอินฟลูเอนเซอร์สาย "ลุกซ์แมกซิง" (lookmaxxing) บางคนตอนนี้ พฤติกรรมนั้นคงถูกมองว่าเกือบเข้าข่ายอาการทางจิต เพราะเป็นสิ่งที่ผิดปกติอย่างมาก

แม้แต่คนที่หมกมุ่นกับภาพลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งอาจมีปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็ยังน่าจะพูดว่า "นั่นมันมากเกินไป"

แต่เมื่อคุณเผชิญกับเนื้อหาประเภทนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของผู้คน

เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระลึกไว้ว่า ผมให้การรักษากับเด็กที่มีอายุ 10 ขวบที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ด้านร่างกาย รวมถึงวัยรุ่นที่เปราะบางทางอารมณ์จำนวนมาก ซึ่งกำลังค้นหาสิ่งเดียวกับที่พวกเราทุกคนต้องการ นั่นคือ การได้รับการยอมรับและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

และพฤติกรรมเหล่านี้กำลังถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ เพราะมีอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ทำเงินได้มหาศาล มีชื่อเสียงขึ้นมาในชั่วขณะ และมีผู้ติดตามนับล้านคน ซึ่งไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทำให้พวกเขาดูมีความน่าเชื่อถือ

พวกเขาคือคนที่บอกกับชายหนุ่มวัยเยาว์เหล่านี้ว่า "ถ้าคุณทำแบบนี้ คุณจะเข้าถึงผู้หญิง มีอำนาจ ได้รับความเคารพนับถือ และได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ"

ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อยว่า เหตุใดเด็กและคนอายุน้อยลงเรื่อย ๆ จึงมีภาวะกังวลว่าตนเองมีกล้ามเนื้อไม่มากพอ และหมกมุ่นกับการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น คุณมองว่าอะไรเป็นปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังแนวโน้มนี้ ?

อายุของเหล่าผู้ชมนั้นน้อยลงเรื่อย ๆ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนที่จงใจมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะ เนื่องจากคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้นผ่านโซเชียลมีเดียได้โดยตรง

หนึ่งในคำถามแรก ๆ ที่ผมมักถามคนไข้ผู้ชายเมื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็คือ "คุณติดตามใครบ้างบนโซเชียลมีเดีย"

ผมรู้จักอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากเหล่านี้อยู่แล้ว และหากมีคนที่ผมไม่รู้จัก ผมก็จะเข้าไปดูเนื้อหาที่พวกเขาเผยแพร่ เพราะผมพบคนไข้เพียงสัปดาห์ละ 50 นาทีเท่านั้น ขณะที่เขาอาจกำลังรับฟังบุคคลอีกคนหนึ่งบนโลกออนไลน์นานถึง 10-15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

นั่นคือความเป็นจริงที่พวกเรา ทั้งในฐานะพ่อแม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต และแพทย์ กำลังต้องเผชิญอยู่

Getty Images

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในคำถามแรก ๆ ที่ผมมักถามคนไข้ผู้ชายเมื่อพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็คือ "คุณติดตามใครบ้างบนโซเชียลมีเดีย"

การออกกำลังกายแบบที่ดีต่อสุขภาพกับการออกกำลังกายแบบที่ไม่ดีต่อสุขภาพนั้นมีเส้นแบ่งที่บางมาก และไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปที่จะแยกความแตกต่าง คุณอยากบอกอะไรกับพ่อแม่หรือโค้ชเพื่อช่วยให้พวกเขาสังเกตเห็นความแตกต่างนั้นได้ ?

เมื่อ 25 ปีก่อน ผมร่วมเขียนหนังสือชื่อ The Adonis Complex กับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง และผมจำได้ว่าบางครั้งก็ถูกวิจารณ์ว่า "งั้นคุณก็คัดค้านการออกกำลังกายและการกินอาหารเพื่อสุขภาพน่ะสิ" แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย

เราทราบดีว่ามีปัญหาสุขภาพร้ายแรงหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อคนหนุ่มสาวเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน การขาดการออกกำลังกาย หรือการนอนหลับไม่เพียงพอ

เมื่อนึกถึงเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ดีต่อสุขภาพกับสิ่งที่เริ่มเป็นปัญหา ผมมองว่ามีปัจจัยสำคัญอยู่สองประการ

ประการแรก คือ บุคคลนั้นมองรูปร่างของตัวเองตามความเป็นจริงหรือไม่

หากคุณเป็นพ่อแม่หรือโค้ช แล้วลูก นักเรียน หรือนักกีฬาของคุณพูดว่า "โอ้พระเจ้า ฉันอ้วนมาก" ทั้งที่จริงไม่ได้อ้วน หรือบอกว่า "ฉันผอมเกินไป" ทั้งที่ในความเป็นจริงมีกล้ามเนื้อค่อนข้างมากแล้ว นั่นก็ถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง

ประการที่สอง คือ พฤติกรรมนั้นส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ ในชีวิตมากเพียงใด

ผมมีคนไข้ที่หมกมุ่นกับการออกกำลังกายจนใช้เวลาอยู่ในยิมวันละ 5-6 ชั่วโมง และเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง ซึ่งใคร ๆ ก็คงเป็นเช่นนั้นหากต้องยกเวตวันละ 5-6 ชั่วโมง

สุดท้ายแล้ว พวกเขาแทบไม่เหลือเวลาให้กับเรื่องอื่นในชีวิต และติดอยู่ในวงจรที่ยากจะหลุดพ้น

และแน่นอนว่า สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการสังเกตพฤติกรรมที่เป็นอันตราย เช่น การใช้สเตียรอยด์หรือสารกระตุ้นประเภทอื่น ๆ

ผมมีคนไข้จำนวนมากที่ลงเอยด้วยการติดยาในกลุ่มโอปิออยด์ (opioids) เนื่องจากต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการฝึกหนักเกินไปในยิม

ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้คัดค้านการส่งเสริมการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกาย หรือการนอนหลับให้เพียงพอ

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่การออกกำลังกาย 10 ชั่วโมงไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าการออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงเสมอไป เช่นเดียวกับการนอนหลับ 8 ชั่วโมงที่ถือว่ายอดเยี่ยม แต่ถ้าใครสักคนนอนถึง 15 ชั่วโมง ก็น่าจะมีบางอย่างผิดปกติแล้วเช่นกัน