เหตุชายอายุ 21 ปี อ้างว่าถูกยิงจาก ฮ. ที่นราธิวาส กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปถึงไหนแล้ว

.

ที่มาของภาพ, คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

คำบรรยายภาพ, กมธ. ทหาร สภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมครั้งหนึ่ง เดือน ส.ค. 2569
    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

วันนี้ (2 ก.ย.) คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำกรณีชายอายุ 21 ปี อ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เข้าสู่การพิจารณา โดยมีข้อเสนอหลักให้จัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่มีความเป็นอิสระ

"ต่อไปถ้าเราไม่เคลียร์จุดนี้ ฝ่ายตรงข้ามอาจนำกรณีนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือในการหาแนวร่วมและสร้างสถานการณ์ได้" อนาลโย กอสกุล หนึ่งในกรรมาธิการกล่าวในที่ประชุม

"ผมจึงคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้ามีการตั้งกรรมการที่ทุกฝ่ายเชื่อถือได้ขึ้นมาตรวจสอบ... เพราะถ้าปล่อยให้เรื่องนี้คลุมเครืออยู่แบบนี้ ผมมองว่าจะยิ่งแย่ลง และความไม่ชัดเจนก็จะยังคงค้างคาอยู่ต่อไป"

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค. 2569 ซึ่ง นายซอและ ดอเลาะ อายุ 21 ปีได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน โดยเขาและพยานให้การโดยอ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ที่บินลาดตระเวน ขณะที่หน่วยงานความมั่นคง นำโดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ออกแถลงการณ์ปฏิเสธอย่างต่อเนื่องว่า เฮลิคอปเตอร์ปฏิบัติเพียงภารกิจลาดตระเวน และไม่มีการนำอาวุธขึ้นไปยิงลงมายังพื้นดินแต่อย่างใด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงเรื่องนี้หลายครั้ง โดยในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 27 ส.ค. เขาระบุว่าตนไม่มีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นการเฉพาะ เนื่องจากพื้นที่ที่เกิดเหตุประกาศใช้กฎอัยการศึก ดังนั้นอำนาจบัญชาการสูงสุดจึงอยู่ที่แม่ทัพภาคที่ 4

อย่างไรก็ดี ท้ายการประชุมในวันนี้ ตัวแทนจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตอบรับที่จะนำข้อเสนอเรื่องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปหารือกับเลขาธิการ สมช. เพื่อพิจารณากลไกการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ต่อไป

บีบีซีไทยชวนย้อนลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่คืนเกิดเหตุ ที่นำมาสู่ข้อเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้

ย้อนเหตุการณ์ 72 ชั่วโมงแรก

ย้อนกลับไปคืนวันที่ 22 ส.ค. 2569 มีรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน 1 รายในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยผู้ถูกยิงและพี่ชายผู้ได้รับบาดเจ็บยืนยันกับสื่อมวลชนว่าพวกเขาถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ในคืนที่จังหวัดชายแดนใต้เกิดเหตุรุนแรงและเหตุก่อกวนทั้งหมด 51 เหตุการณ์

ผู้ได้รับบาดเจ็บชื่อนายซอและ ดอเลาะ วัย 21 ปี เขาถูกยิงบริเวณหน้าท้องด้านขวา และได้รับการผ่าตัดโดยทีมแพทย์ศัลยกรรมของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์อย่างปลอดภัย

วันต่อมา (23 ส.ค.) นายซอและพยายามให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์ส แต่เนื่องจากภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรงและเพิ่งผ่านการผ่าตัดมาไม่นาน จึงให้สัมภาษณ์ไม่ปะติดปะต่อมากนัก ใจความว่าไปตั้งแคมป์กับเพื่อน และถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ระหว่างเดินทางกลับบ้าน

นายมะตอเฮ ดอเลาะ พี่ชายของนายซอและ ผู้พูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วกว่าจึงให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์สแทนน้องชายว่า นายซอและไปตั้งแคมป์ที่รังมดแดง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี จากนั้นมานั่งร่วมวงกินข้าวที่ตลาดดุซงญอ ตลาดโต้รุ่งยามเย็นใน อ.จะแนะ ช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ก่อนแยกย้ายกลับบ้านด้วยรถจักรยานยนต์ โดยขี่มาพร้อมกับเพื่อนรวมกัน 4 คน ด้วยรถจักรยานยนต์ 3 คัน ซึ่งถูกเรียกตรวจโดยเจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจในพื้นที่แล้ว และได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา

พี่ชายผู้บาดเจ็บเล่าให้ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์สฟังต่อว่า จากนั้นน้องชายขับผ่านที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ช้างเผือก ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่เกิดการวางเพลิงจากเหตุไม่สงบ 51 เหตุการณ์ในคืนวันที่ 22 ส.ค. และเมื่อขี่จักรยานยนต์เลย อบต. ช้างเผือก มาได้สักพัก และพบว่ามีเฮลิคอปเตอร์ไล่ตามมา พร้อมกับยิงอาวุธออกมา 1 นัด แต่ไม่โดน ผู้เป็นน้องชายกับเพื่อนจึงขี่รถจักรยานยนต์หนีขึ้นเนินเขา และน้องชายกับเพื่อนอ้างว่ามีเฮลิคอปเตอร์บินมาดักหน้า นายซอและผู้เป็นน้องชายจึงจอดรถจักรยานยนต์และยกมือขึ้นเหนือศีรษะ แต่ก็ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ดังกล่าว เพื่อน ๆ จึงช่วยกันช่วยเหลือน้องชายของเขา พร้อมกับโทรศัพท์แจ้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ช้างเผือก ว่ามีคนถูกยิง และประสานส่งตัวไปยังโรงพยาบาล

ในเวลาต่อมา นายมูฮัมหมัดรุสดี เชคฮารูณ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคประชาชาติ ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยเช่นกัน และโพสต์คลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาการสนทนาระหว่างเขากับนายซอและซึ่งยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวในโรงพยาบาลฯ

ในคลิปดังกล่าว พวกเขาพูดคุยกันเป็นภาษามลายูซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้ในท้องถิ่น และนายมูฮัมหมัดรุสดีเป็นผู้ใส่คำแปลภาษาไทยด้วยตนเอง เพื่อเผยแพร่ในวงกว้างผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของตน

เนื้อหาในคลิปดังกล่าว นายซอและยืนยันว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์จริง และเล่าย้อนว่าหลังออกจากตลาดดุซงญอเพื่อกลับบ้าน เขาได้ผ่านการค้นตรวจจากจุดตรวจบริเวณหน้าอำเภอ ซึ่งบีบีซีไทยเข้าใจว่าเขาหมายถึงหน้าที่ว่าการอำเภอจะแนะ จากนั้นได้เดินทางกลับบ้านผ่านโรงเรียนพิทักษ์วิทยากุมุง ต.ช้างเผือก และเมื่อ "ผ่านทางนั้น เฮลิคอปเตอร์บินตามเลย พอถึงทางโค้งก็กราดยิงเลย"

นายซอและเล่าให้นายมูฮัมหมัดรุสดีฟังต่อว่า เกิดการยิงจากเฮลิคอปเตอร์หลายนัดในตอนแรก แต่ไม่โดน "แล้วเขาบินกลับมา จังหวะนั้นทางขึ้นเนินหน่อย เฮลิคอปเตอร์จ่ออยู่บนเนินเลย ประกบอยู่ข้างหน้า" โดยเฮลิคอปเตอร์หันข้างลำตัวเข้าหาพวกเขาที่อยู่บนถนน โดยนายซอและบอกว่าตนเองเห็นแสงไฟสีเขียวบนเฮลิคอปเตอร์และแสงจากปืนที่ยิงออกมา ก่อนจะพบว่าเมื่อเฮลิคอปเตอร์เริ่มยิงรอบที่ 2 กระสุนก็ทะลุเข้าที่ท้อง ทะลุท้ายสะโพก และบอกด้วยว่าเพื่อนอีกคนโดนกระสุนที่ทะลุออกมา ซึ่งเพื่อนพร้อมยืนยันว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์จริง

นายซอและบอกกับนายมูฮัมหมัดรุสดีว่า ตอนที่เพื่อนพาเขาไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้าน มีพยานหลายคน เช่น ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.)

ในคลิปเดียวกันนี้ นายมูฮัมหมัดรุสดีใส่วิดีโอที่เขาอ้างว่าได้จากผู้ใหญ่บ้านที่ถ่ายไว้ในขณะที่ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์และเสียงปืนกราดยิงในจุดเกิดเหตุด้วยเช่นกัน รวมถึงลงคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นห้วงเวลาที่นำตัวนายซอและไปยังโรงพยาบาล

An injured villager recuperates at a hospital in the southern Thai province of Narathiwat on August 23, 2026, following dozens of coordinated arson and incendiary attacks across Thailand's insurgency-hit south. Dozens of coordinated arson and incendiary attacks across Thailand's insurgency-hit south late August 22 left two people injured and damaged government property, the military said. (Photo by Madaree TOHLALA / AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, นายซอและ ดอเลาะ วัย 21 ปี ผู้รับบาดเจ็บหลังได้รับการผ่าตัดโดยทีมแพทย์ศัลยกรรมของโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์อย่างปลอดภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 หลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจสอบพื้นที่ นายนูเซ็ง ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ช้างเผือก และกลุ่มเพื่อนของนายซอและ ได้พา น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ

ทั้งนายนูเซ็งและเพื่อนของนายซอและต่างระบุตรงกันว่า ได้ยินเสียงปืนและเสียงเฮลิคอปเตอร์

ขณะที่กลุ่มเพื่อนของนายซอและให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่พวกเขาจอดรถและยกมือขึ้นแสดงตัว ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะจากด้านบน โดยลักษณะการยิงเป็นการยิงทีละนัดต่อเนื่อง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมืดและไม่มีไฟส่องสว่าง พวกเขาจึงมองเห็นเพียงเงาของอากาศยาน แต่ยืนยันว่าทิศทางของกระสุนและเสียงปืนมาจากด้านบนตามแนวเสียงเครื่องยนต์เฮลิคอปเตอร์ หลังจากนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจหลบหนีโดยจำเป็นต้องทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ 2 คัน ก่อนซ้อนรถกันออกจากพื้นที่

ต่อมาในวันที่ 25 ส.ค. นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุใน อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยมีสื่อมวลชนร่วมติดตามการตรวจสอบพื้นที่

นายรอมฎอนเปิดเผยว่า ได้เข้าพบ พ.ต.อ.วีระศักดิ์ เพอแสละ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจะแนะ เพื่อสอบถามความคืบหน้าของคดี โดยได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานจากที่เกิดเหตุไปแล้ว

ข้อมูลจาก พ.ต.อ.วีระศักดิ์ ระบุว่า พบหัวกระสุนปืนเอ็ม 16 บริเวณรถจักรยานยนต์ของเพื่อนผู้ได้รับบาดเจ็บ และพบปลอกกระสุนปืนชนิดเดียวกัน 3 ปลอก ตกอยู่บริเวณโคนต้นยางพาราบนเนินเขา ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 10-15 เมตร และพบร่องรอยกระสุนบนถนน แบ่งเป็น 2 จุด จุดแรก มี 3 รอย จุดที่ 2 มีเกือบ 10 รอย

ทั้งนี้ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรจะแนะระบุว่า พยานหลักฐานทั้งหมดถูกส่งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงการตรวจสอบวิถีกระสุน เพื่อประกอบการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของคดีต่อไป

สำหรับประเด็นลักษณะบาดแผลของผู้ได้รับบาดเจ็บ นพ.พรประสิทธิ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ให้ข้อมูลทางการแพทย์ต่อสื่อมวลชนอย่างน้อย 2 ครั้ง

การชี้แจงครั้งแรกเกิดขึ้นในการแถลงข่าวร่วมกับฝ่ายความมั่นคงเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 นพ.พรประสิทธิ ระบุว่าบาดแผลของนายซอและเกิดจากกระสุนปืน โดยมีบาดแผลทางเข้าบริเวณหน้าท้องใกล้สะดือ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร และมีบาดแผลทางออกบริเวณด้านหลังเหนือกระดูกเชิงกรานเล็กน้อย ขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประเมินว่า หากจำลองสถานการณ์ที่ผู้บาดเจ็บกำลังยืนอยู่ วิถีกระสุนจะทำมุมเอียงเฉียงขึ้นจากด้านหน้าไปด้านหลังประมาณ 20-30 องศา และประเมินว่าอานุภาพการทำลายล้างของกระสุนมีไม่มากนักเนื่องจากบาดแผลมีลักษณะ "คลีน" หรือไม่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่ออวัยวะภายใน

.

ที่มาของภาพ, โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์

คำบรรยายภาพ, นายแพทย์พรประสิทธิ์ จันทระ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 69

อย่างไรก็ตาม ในรายงานของสำนักข่าวไทยเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งระบุว่าอ้างอิงข้อมูลจาก นพ.พรประสิทธิ ได้รายงานรายละเอียดเพิ่มเติมว่า วิถีกระสุนมีลักษณะ "เฉียงขึ้น" ราว 20-30 องศา จาก "ล่างขึ้นบน"

รายละเอียดส่วนนี้ไม่ปรากฏอยู่ในการแถลงข่าวร่วมกับฝ่ายความมั่นคงเมื่อวันที่ 23 ส.ค. ที่ได้มีการถ่ายทอดสดโดยสื่อมวลชนโดยตรง ขณะที่ในรายงานข่าวของสำนักข่าวไทยไม่ได้ระบุเพิ่มเติมว่าข้อมูลที่รายงานนั้นมาจากการให้สัมภาษณ์ในโอกาสใด หรือเป็นคำอธิบายที่มีการให้ไว้เพิ่มเติมภายหลัง

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ส.ค. นพ.พรประสิทธิ ให้สัมภาษณ์เป็นครั้งที่สองกับสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์ส โดยกล่าวถึงลักษณะแผลอีกรอบ "หลักการรูเข้าก็จะเล็กกว่ารูออก แผลด้านหน้า 1 ซม. แผลด้านหลัง 3 ซม. พูดง่าย ๆ เพราะฉะนั้นเราสันนิษฐานว่าหน้าไปหลัง"

ทั้งนี้ นพ.พรประสิทธิ ย้ำตลอดการสัมภาษณ์ทั้งสองครั้งว่า โรงพยาบาลให้ข้อมูลตามข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่พบจากผู้ป่วย และไม่สามารถระบุชนิดของอาวุธปืนได้อย่างแน่ชัด โดยการระบุชนิดกระสุนและอาวุธปืนจะต้องรอผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ต่อไป

ฝ่ายความมั่นคงแถลงโต้

นับตั้งแต่เกิดเหตุ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ออกแถลงการณ์ฉบับแรกเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 69 ระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนทางอากาศเพื่อสนับสนุนกำลังภาคพื้นดินเท่านั้น และไม่มีการใช้อาวุธยิงลงมายังพื้นที่ด้านล่าง

ในวันเดียวกัน เวลา 11.00 น. พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 แถลงข่าวที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โดยยืนยันข้อมูลไปในทิศทางเดียวกับแถลงการณ์ของ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ว่าไม่มีการยิงปืนจากเฮลิคอปเตอร์

"การยิงจาก ฮ. (เฮลิคอปเตอร์ ) ถ้าจะยิงเนี่ย มันต้องเป็นยิงออโต้ ถ้ายิงออโต้จริง มอเตอร์ไซค์ 3 คัน น่าจะไม่รอด ทั้ง 3 คน ทั้ง 5 คนน่ะ อันนี้เรายืนยันว่าไม่มีการใช้กระสุนจาก ฮ. แน่นอน" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

.

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน

คำบรรยายภาพ, พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4

เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายเอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ค่ายกัลยาณิวัฒนา จ.นราธิวาส เพื่อเข้าหารือกับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) โดยมีนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

การหารือครั้งข้างต้นไม่ได้เปิดให้มีการถ่ายทอดสดหรือให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ตลอดการประชุม อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวสเปซบาร์ (Spacebar) ได้รายงานรายละเอียดบางส่วนของคำชี้แจงจากฝ่ายทหารที่มีการนำเสนอภายหลังการหารือเสร็จสิ้น

ตามรายงานของสำนักข่าวสเปซบาร์ พ.อ.อาณัติ ดำนงค์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายยุทธการและการบิน ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการทหารว่า ในคืนเกิดเหตุมีการนำเฮลิคอปเตอร์แบบ AH550 ขึ้นบินจริงเพื่อสนับสนุนภารกิจติดตามสถานการณ์หลังเหตุลอบวางเพลิง อบต.บองอ จ.นราธิวาส

อย่างไรก็ตาม ฉก.นราธิวาส ยืนยันว่า เฮลิคอปเตอร์ลำที่ใช้ในคืนนั้นไม่ได้ติดตั้งอาวุธและไม่มีการนำอาวุธประจำกายขึ้นไปบนอากาศยาน โดยระบุว่าเป็นภารกิจแสดงกำลังและกดดันผู้ก่อเหตุ ไม่ใช่ภารกิจปะทะทางอากาศ

เจ้าหน้าที่ยังชี้แจงด้วยว่า สภาพอากาศในคืนเกิดเหตุมีข้อจำกัดจากความมืด เมฆ และฝนตก ทำให้อากาศยานต้องบินที่ระดับราว 800 ฟุตตามแนวถนน และด้วยระดับความสูงดังกล่าวจึงยากต่อการมองเห็นหรือแยกแยะบุคคลบนพื้นดินได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หน่วย ฉก.นราธิวาส ยืนยันว่าการเบิกอาวุธและการบินทุกครั้งมีเอกสารกำกับตามระเบียบ ก่อนที่คณะกรรมาธิการจะขอเรียกตรวจบันทึกการเบิกอาวุธและแผนการบิน เพื่อประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหารเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2569 นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานคณะกรรมาธิการ เปิดเผยในที่ประชุมว่า จะมีการเชิญผู้แทนหน่วย ฉก.นราธิวาส เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไปเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดวันประชุมที่แน่ชัด

ข้อเรียกร้องต่อนายกฯ ให้ตั้งคณะกรรมการพิสูจน์ความจริง

ก่อนหน้านี้มีการหยิบยกข้อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเหตุการณ์โดยองค์กรที่มีความเป็นอิสระจากหลายฝ่าย

นายนูเซ็ง ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ต.ช้างเผือก ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะรีพอร์ตเตอร์สว่า ต้องการให้มีองค์กรคนกลางเข้ามาสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ และนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ต่างออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเป็นกลางและโปร่งใส

ด้าน รศ.เอกรินทร์ ต่วนสิริ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เสนอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า รัฐควรตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงที่เป็นอิสระและมีอำนาจเข้าถึงพยานหลักฐาน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือต่อผลการตรวจสอบและเชื่อมโยงสู่กระบวนการยุติธรรมได้

อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้แสดงท่าทีสนับสนุนข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นเป็นการเฉพาะ

พ.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า ขณะนั้นยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์นี้เป็นการเฉพาะ โดยระบุว่ากระบวนการหลังจากนี้ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการ โดยชี้ว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ดีที่สุดคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

ขณะที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในวันที่ 27 ส.ค. ว่าการบริหารสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้รับผิดชอบตามโครงสร้างและกฎหมายด้านความมั่นคงอยู่แล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอำนาจของฝ่ายการเมืองอาจมีข้อจำกัดภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ

"สถานการณ์ตรงนั้น ตรง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้บัญชาการสถานการณ์อยู่แล้ว ผมเข้าไปยุ่งไม่[ได้]... เดี๋ยวเช็กกฎหมายก่อน ไม่น่าจะยุ่งได้ด้วยซ้ำ เพราะ[มี]การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วก็กฎอัยการศึกมันให้อำนาจทหารมีอำนาจสูงสุด"

"จำได้ไหมก่อนปฏิวัติปี 57 สองวัน ลุงตู่ประกาศกฎอัยการศึกสูงสุด รัฐบาลทำอะไรไม่ได้" นายกรัฐมนตรียกตัวอย่างตามความเข้าใจของตน

กมธ. ถาม "นายกฯ" มีอำนาจตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือไม่

ท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าการดำเนินการใด ๆ ต้องพิจารณาข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (2 ก.ย.) โดยนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามถึงอำนาจในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมซึ่งมีวาระศึกษาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เชิญผู้แทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและข่าวกรองหลายแห่งเข้าชี้แจง ได้แก่ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ, เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), เจ้ากรมข่าวทหารบก และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) โดยผู้แทนจาก กอ.รมน. ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงต่อที่ประชุมในวันที่มีการประชุม

นายรอมฎอนขอให้ตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) บันทึกความเห็นอย่างเป็นทางการต่อที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่

เขายังกล่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากรองผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ระบุว่าการตรวจสอบภายในของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เสร็จสิ้นแล้ว และมีการรายงานผลต่อผู้บังคับบัญชา "ด้วยวาจา"

อย่างไรก็ดี นายรอมฎอนย้ำว่า ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงควรเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคม โดยแยกออกจากกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานในทางคดี

"ผลของมันคือเพื่อคลายปมที่คนสงสัย ให้มันได้ความจริงที่นิ่งพอ ที่ชัดเจน ที่เคลียร์ ไม่ได้เปิดโอกาสให้มันมีการปั่น (ข้อมูล) ของทุกฝ่าย"

"กระบวนการบ่มเพาะ จัดตั้ง สร้างกองกำลังของฝ่ายตรงข้ามมันไม่ได้เกิดในโรงเรียนปอเนาะ แต่มันเกิดมาจากกรณีความอยุติธรรมแบบนี้... มันอยู่ในความทรงจำร่วมสมัยนี่แหละ ของพวกนี้ถ้าเราไม่ปลดล็อก ไม่สะสาง มันจะยังทำงานอยู่" สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ระบุ

ความเห็นของเขาสอดคล้องกับข้อเสนอของนายอนาลโย กอสกุล กรรมาธิการ ที่เสนอให้ตั้งคณะกรรมการร่วมที่ประกอบด้วยตัวแทนจากหลายภาคส่วน ทั้งกองทัพ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และนักวิชาการ เพื่อให้ผลการตรวจสอบได้รับความเชื่อถือจากสาธารณะ พร้อมให้เหตุผลว่า หากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน กรณีนี้อาจถูกนำไปใช้เป็นเงื่อนไขในการสร้างแนวร่วมหรือขยายความขัดแย้งได้

อย่างไรก็ดี การหารือไม่ได้ข้อยุติชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีนี้หรือไม่ ทำให้นายเอกราช อุดมอำนวย ประธานการประชุม สรุปให้บันทึกข้อถกเถียงเรื่องอำนาจของนายกรัฐมนตรีไว้ในรายงานการประชุม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โดยหลักแล้วอำนาจการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงน่าจะเป็นของนายกรัฐมนตรี เว้นแต่จะมีข้อกฎหมายหรือความเห็นที่แตกต่างออกไป

"ยังไงก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เว้นแต่จะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นว่าไม่สามารถแต่งตั้งได้ ซึ่งถ้ามีการชี้แจงในประเด็นนี้ก็จะเป็นประโยชน์" นายเอกราช กล่าว

ตัวแทน สมช. รับข้อเสนอ กมธ. พิจารณาตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง

ในตอนท้ายของการหารือ นายภพหล้า ปิยะปานันท์ ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุในที่ประชุมว่า เห็นด้วยในหลักการกับการตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมองว่าจะช่วยสร้างความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อย่างไรก็ดี เขาเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจสามารถจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นดำเนินการได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องเสนอเรื่องไปถึงระดับนายกรัฐมนตรี

"ผมคิดว่าพวกเราทุกคนเห็นด้วยนะครับที่จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา" ผู้แทน สมช. กล่าวในที่ประชุม

นายภพหล้ายังระบุด้วยว่า จะนำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่ต้องการให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ไปหารือกับเลขาธิการ สมช. เพื่อพิจารณาว่าหน่วยงานหรือบุคคลใดควรเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว

"ประเด็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมการเป็นข้อเสนอของกรรมาธิการที่ให้ความสำคัญ ผมขออนุญาตไปคุยกับท่านเลขาฯ สมช. ถึงความต้องการของคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าอยากให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนจะเป็นใครจัดตั้ง ใครลงนาม เดี๋ยวให้ไปคุยกับท่านเลขาฯ สมช. " นายภพหล้าระบุ

หลังจากนั้น ประธานการประชุมได้สรุปให้คณะกรรมาธิการจัดทำหนังสือรวบรวมข้อเสนอแนะและข้อสังเกตส่งถึงเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) อย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันข้อเสนอการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในลำดับต่อไป