จริงหรือไม่ที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงกำลังทำให้มนุษย์ไม่สูงขึ้น ?

A toddler is measured at a health centre in the Bolivian village of Tawarchapi in April 2016. The boy is wearing a patterned red, blue, yellow and white woolen hat and is staring at the camera. A a tape measure can be seen to the right of his head.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

กว่า 150 ปีที่ผ่านมา หรือในช่วงเวลาราว ๆ นี้ มนุษย์ในฐานะสปีชีส์เติบโตขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ทว่าเริ่มมีสัญญาณว่าการเติบโตเช่นนี้อาจมาถึงจุดจบแล้ว และหนึ่งในเหตุที่เป็นไปได้ก็คือสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

มีการบันทึกอย่างชัดเจนว่าภาวะโลกร้อนนำไปสู่สภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งรวมไปถึงคลื่นความร้อนและความชื้นที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน ทีมของนักวิจัยทีมหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริกา พบว่า สภาวะเช่นนั้นอาจส่งผลให้การเติบโตของเด็กหยุดชะงักลง ก่อนที่พวกเขาจะเกิดมาด้วยซ้ำ

ทีมวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลของเด็กถึง 200,000 คน ที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี และมาจากเอเชียใต้ ภูมิภาคที่มีความเปราะบางอย่างมากต่อผลกระทบของสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

นักวิจัยประเมินว่าเด็กอาจเกิดมาเตี้ยกว่าส่วนสูงที่ควรจะเป็นราว 13% หากตอนที่พวกเขาอยู่ในครรภ์มารดา แต่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ร่วมกับความชื้นสูงในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์

การเจริญเติบโตด้านความสูงในช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของสุขภาพและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก

แม้ว่าโดยมากแล้วพันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ อาทิ โภชนาการและสุขภาพ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสูงได้มากแค่ไหน แต่ "งานศึกษาชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและความชื้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจส่งผลให้ความสูงเฉลี่ยของเด็กอายุไม่เกิน 5 ปี ในเอเชียใต้ลดลง" เคที แม็กมาฮอน ผู้เขียนหลักของการศึกษากล่าว

แม็กมาฮอน ชี้ว่า "ภาพรวมในระดับโลกยังคงไม่แน่นอน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับมาตรการลดผลกระทบและการปรับตัว ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า"

เธอยังเสริมว่า "เราสามารถคาดได้อย่างสมเหตุสมผลว่า เราอาจเห็นผลลัพธ์ลักษณะเดียวกันในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางอื่น ๆ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญอุณหภูมิและความชื้นสูงอยู่แล้ว"

ตามการจัดกลุ่มของธนาคารโลก มีประมาณ 120 ประเทศที่อยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำและปานกลาง


Which part of the world does your height compare to?

Some elements of this page require Javascript. Use a modern browser with Javascript enabled for the full experience.

ปรากฏการณ์ 'บีบอัด-ขยายตัว' ของความสูงมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์พบว่ามนุษย์เคยมีช่วงเวลาที่ความสูงเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เช่น การเปลี่ยนผ่านจากสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่า (hunter-gathering) ไปสู่สังคมเกษตรกรรมเมื่อราว 10,000 ปีก่อน ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลเชิงลบต่อความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ในระยะแรก

ในช่วงต่อมาที่ใกล้ปัจจุบันมากขึ้น ในปี 2004 ศาสตราจารย์ริชาร์ด สเต็คเคิล อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตตในสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง โดยเขาได้รวบรวมข้อมูลความสูงจากโครงกระดูกนับพันที่ขุดพบจากแหล่งฝังศพในยุโรปเหนือ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ถึงศตวรรษที่ 19 และพบว่า ความสูงเฉลี่ยของมนุษย์มีการขึ้นลงตลอดช่วงเวลาดังกล่าว โดยลดต่ำสุดในช่วงศตวรรษที่ 17

ในยุคนั้นทวีปยุโรปต้องฝ่าพันความท้าทายหลายประการ อาทิ การเติบโตของเมืองต่าง ๆ ซึ่งเพิ่มโอกาสในการกระจายตัวของโรคติดต่อ การผลิตด้านเกษตรกรรมที่เปลี่ยนไป หรือแม้กระทั่งยุคน้ำแข็งน้อย (Little Ice Age) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศเย็นลงอย่างผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14-19

"ผู้ชายจากทางเหนือของยุโรปสูญเสียส่วนสูงไปราว 2.5 นิ้ว (6.4 ซม.) เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 1700 นี่เป็นการสูญเสียที่ไม่ได้รับการชดเชยกลับมาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องรอจนถึงช่วยครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20" ศ.สเต็คเคิล ระบุในงานวิจัย

ดร.อันเดรีย โรดริเกซ มาร์ติเนซ นักวิจัยด้านสุขภาพประชากรจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับแนวโน้มความสูงของมนุษย์ แสดงความกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างแรงกดดันในลักษณะเดียวกันต่อประชากรในยุคปัจจุบัน

"สหประชาชาติประเมินว่า เด็กทั่วโลกประมาณหนึ่งพันล้านคนอยู่ในกลุ่ม 'มีความเสี่ยงสูงอย่างยิ่ง' ต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของเด็กในหลากหลายมิติ" เธอกล่าว

ยักษ์ใหญ่ชาวดัตช์กำลังเตี้ยลง

Lionel Messi stands on a football pitch in a blue and white shirt facing the Netherlands goalkeeper Andries Noppert. The Dutch player, wearing a green shirt, is towering over his opponent. The crowd is blurred in the background.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักฟุตบอลชาวดัตช์ อันดรีส นอปเพิร์ต ซึ่งมีความสูงถึง 203 ซม. ยืนสูงเด่นเหนือ ลิโอเนล เมสซี จากอาร์เจนตินา ระหว่างการดวลจุดโทษในศึกฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์

หากเรามองดูภาพรวมตลอดทั้งศตวรรษที่ 20 จะพบว่า สภาพความเป็นอยู่มีบทบาทต่อความสูงของมนุษย์อย่างชัดเจน

ในปี 2017 เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ด้านสุขภาพทั่วโลกสำหรับโรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Diseases Risk Factor Collaboration) หรือ NCD-RisC ได้เผยแพร่การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ (biometric data) ของทั้งผู้ชายและผู้หญิงใน 200 ประเทศ ที่เกิดระหว่างปี 1896 ถึง 1996 และพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ความสูงเฉลี่ยของผู้ชายทั่วโลก เพิ่มจาก 162 ซม. เป็น 171 ซม. ขณะที่ผู้หญิง เพิ่มจาก 151 ซม. เป็น 159 ซม.

อย่างไรก็ตาม บางประเทศมีการเพิ่มขึ้นของความสูงมากกว่าประเทศอื่นอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้ชายชาวอิหร่านสูงขึ้นถึง 16.5 ซม. และผู้หญิงชาวเกาหลีใต้สูงขึ้น 20.2 ซม.

ในทางกลับกัน ประเทศที่ความสูงเพิ่มขึ้นน้อยที่สุด ได้แก่ ผู้หญิงในมาดากัสการ์ที่สูงขึ้นเพียง 1.5 ซม. ตลอดทั้งศตวรรษ และผู้ชายในปากีสถานที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.27 ซม.

แล้วอะไรคือสาเหตุของความเหลื่อมล้ำนี้

"ความแตกต่างของความสูงนั้นส่วนใหญ่เกิดจากพันธุกรรม แต่ก็ยังเชื่อมโยงกับปัจจัยด้านโภชนาการ สิ่งแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจสังคมร่วมกัน" ดร.มาร์ติเนซ อธิบาย

ปัจจัยเหล่านี้รวมถึง การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ น้ำสะอาด ตลอดจนความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มความสามารถของมนุษย์ในการต่อสู้กับโรคต่าง ๆ

ยังมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าการเพิ่มขึ้นของความสูงเฉลี่ยของมนุษย์ อาจเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัวแล้ว อย่างน้อยก็ในบางประเทศที่มีประชากรสูงที่สุดในโลก

ประชากรที่มีความสูงเฉลี่ยมากที่สุดในโลกคือชาวดัตช์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่ในระยะยาว การเข้าถึงอาหารคุณภาพสูง และความก้าวหน้าทางการแพทย์

"กรณีของพวกเขาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเชื่อมโยงระหว่างสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตกับประชากรที่มีสุขภาพดีและมีความสูงมากขึ้น" คริสตินา ทอมป์สัน ศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสังคมจากมหาวิทยาลัยวาเกนนิงเงน (Wageningen University) ในเนเธอร์แลนด์ กล่าว

แต่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ความสูงเฉลี่ยของชาวดัตช์กลับลดลง โดยผู้ชายที่เกิดในปี 1980 มีความสูงเฉลี่ยเมื่ออายุ 19 ปีอยู่ที่ 183.9 ซม. แต่ลดลงเหลือ 182.9 ซม. สำหรับผู้ชายที่เกิดในปี 2001 ขณะที่ผู้หญิงดัตช์ ความสูงเฉลี่ยลดลงจาก 170.7 ซม. เหลือ 169.3 ซม.

หนึ่งในเหตุผลที่สำนักงานสถิติฯ ระบุ คือ "การอพยพของประชากรกลุ่มใหม่ที่มีความสูงเฉลี่ยต่ำกว่า รวมถึงลูกหลานที่เกิดในประเทศ" อย่างไรก็ตาม ยังพบด้วยว่า ความสูงที่ลดลงนี้เกิดขึ้นแม้แต่ในกลุ่มเด็กที่พ่อแม่เป็นชาวดัตช์โดยกำเนิด

"ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรเป็นสาเหตุของการลดลงนี้" ศ.ทอมป์สันกล่าว

"คุณภาพของอาหารลดลงหรือไม่ หรือภาวะโรคอ้วนในวัยเด็กกำลังขัดขวางการเจริญเติบโต"

เตี้ยเพราะความเหลื่อมล้ำ

คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรที่ประเทศพัฒนาแล้วจะขึ้นไปรั้งอันดับตั้น ๆ ในการจัดอันดับเรื่องส่วนสูงระดับโลก

ทว่าการจัดอันดับเหล่านี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สหรัฐฯ รั้งอันดับประเทศที่ประชากรสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ตามข้อมูลจาก NCD ทว่าในปัจจุบัน ชาวอเมริกันไม่ติด 20 อันดับแรกด้วยซ้ำ

ที่จริงไม่ใช่ความพวกเขาตัวเตี้ยลง คุณต้องไม่ลืมว่า ชายอเมริกันที่เกิดเมื่อปี 1996 สูงกว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเมื่อ 100 ปีก่อนมากกว่า 6 ซม. เพียงแต่พื้นที่อื่น ๆ ในโลกนี้มีการเพิ่มขึ้นของส่วนสูงในอัตราที่เร็วกว่า

จอห์น คอมลอส นักเศรษฐศาสตร์ชาวสหรัฐฯ และผู้บุกเบิกด้านประวัติศาสตร์เชิงมานุษยวิทยา (anthropometric history) ซึ่งเป็นการศึกษามิติทางร่างกายของมนุษย์ในช่วงเวลาหลายศตวรรษ ชี้ว่าสาเหตุหนึ่งมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมภายในประเทศหนึ่ง ๆ ที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

"สหรัฐฯ ตามหลังประเทศต่าง ๆ ที่ใช้แนวทางรัฐสวัสดิการ ที่แม้แต่คนรายได้น้อยก็ยังสามารถพาลูกไปพบแพทย์ได้" เขาอธิบาย

ศ.คอมลอส ยังกล่าวโทษว่าปัญหาอีกอย่างของสหรัฐฯ คืออัตราของผู้ที่มีภาวะอ้วนที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เด็กและวัยรุ่น

แม้ว่าข้อมูลจากภาครัฐจะชี้ว่านิสัยการทานอาหารของชาวอเมริกันพัฒนาขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา แต่มันก็ยังชี้ว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งประชากรอเมริกันที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังคงรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอยู่

"สิ่งที่อดีตแสดงให้เราเห็นคือถ้าคุณต้องการให้ประชาชนมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นหรือโตต่อไปได้ คุณต้องให้พวกเขาทานอาหารที่เหมาะสมกับการเติบโตก่อน" ศ.คอมลอส ชี้

เรื่องเล่าของสองเกาหลี-สองเยอรมนี

An artistic image shows five beige articulated mannequins of different sizes arranged in the style of a police identity parade. There is a black and white board behind them with height reference marks.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พันธุกรรมและปัจจัยอื่น ๆ อาทิ โภชนาการและสุขภาพ จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะสูงได้มากแค่ไหน

อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สภาพการใช้ชีวิตมีผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร มาจากกรณีของชาวเกาหลี ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากสงครามในช่วงทศวรรษ 1950

งานวิจัยในปี 2011 โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซองกยุนกวานในกรุงโซล พบว่า ผู้ที่เกิดในเกาหลีเหนือมีความสูงโดยเฉลี่ยต่ำกว่าผู้ที่อยู่ในเกาหลีใต้ซึ่งมีความมั่งคั่งมากกว่า ถึงประมาณ 8 ซม.

ความแตกต่างในลักษณะเดียวกันนี้ แต่ไม่ได้รุนแรงเท่า ถูกพบกับผู้ที่เกิดในเยอรมนีในช่วง 41 ปีที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง (ระหว่างปี 1949–1990) โดยชาวเยอรมันตะวันตกมีความสูงเฉลี่ยมากกว่าชาวเยอรมันตะวันออกราว 1 ซม.

สรุปแล้วมนุษย์เรากำลังหยุดเติบโตเหรอ ?

มีหลักฐานชี้ว่า การเติบโต (ด้านความสูงของมนุษย์) อาจถึงจุดสูงสุดหรือเริ่มอิ่มตัวแล้วในบางประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่แนวโน้มนี้อาจถูกชดเชยได้จากประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังไล่ตามมา

อย่างไรก็ดี แม้สภาพเศรษฐกิจและสังคมในบางส่วนของโลกที่ยังล้าหลังอาจยังพัฒนาได้ต่อไป แต่ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์นั้นอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเหล่านั้น

"ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูงที่สุด และเพิ่มขึ้นเร็วที่สุด มักเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด" เคที แม็กมาฮอน กล่าว

เธอเสริมว่า "สำหรับผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ภาคเกษตรกรรม และแทบไม่มีหรือเข้าไม่ถึงเครื่องปรับอากาศเลย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีแนวโน้มจะยิ่งขยายผลกระทบเชิงลบที่เราได้พบให้รุนแรงขึ้น"