ทำร้ายแกนนำแรงงานเมียนมาหน้า UN จุดคำถามอคติต่อแรงงานข้ามชาติในไทย

PHUKET, THAILAND - 2012/01/19: A Burmese woman working as an immigrant on a Thai construction site in Phuket stands on metal rods without any safety percautions. Recently, there has been an increasing number of Burmese immigrants moving to Thailand in the hopes of getting better employment. It is estimated that more than two million Burmese people live in Thailand, of which 300,000 live in Phuket. It is unknown how many illegal immigrants there are, however relations between Myanmar and Thailand has strengthened recently, which makes it easier for a Burmese immigrant to acquire a work permit. On the other hand, problems that the Burmese immigrants face include heavy costs on work permits and complicated systems that put many of the immigrants in the hands of agents and human traffickers leaving the immigrant in skyrocketing debt. (Photo by Jonas Gratzer/LightRocket via Getty Images)
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

จากเหตุแกนนำกลุ่มแรงงานเมียนมาถูกทำร้ายร่างกายขณะดำเนินกิจกรรมหน้าองค์การสหประชาชาติ ทำให้เกิดคำถามว่าอคติทางเชื้อชาติในไทยต่อแรงงานชาวเมียนมากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายขวาในไทยจนน่ากังวลหรือไม่

วันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา นายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ชื่อว่า "ไบรท์ ฟิวเจอร์" (Bright Future) จัดกิจกรรมหน้าองค์การสหประชาชาติในประเทศไทย ถ.ราชดำเนินนอก แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องขอให้ไทยยกเลิกศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หรือ ศูนย์ซีไอ (Certificate of Identity Center - CI) ของรัฐบาลเมียนมาในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไม่เป็นธรรม เป็นภาระทางการเงินของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมา และเรียกร้องให้ใช้บัตรชมพู (บัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย) เป็นหลักฐานการยืนยันตัวตนเพียงใบเดียว

ขณะกำลังเดินกิจกรรมอยู่นั้น รถยนต์ติดเครื่องกระจายเสียงของกลุ่มที่นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มที่เรียกตนเองว่าศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และนายทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มที่เรียกตนเองว่ากลุ่มประชาพิทักษ์สถาบัน ขับผ่านกลุ่มผู้ทำกิจกรรม ก่อนที่สมาชิกของทางกลุ่มเข้าประชิดตัวและทำร้ายร่างกายนายวีระกับพวก

ในคลิปวิดีโอที่สำนักข่าวประชาไทบันทึกไว้ได้ มีเสียงต่อว่านายวีระจากลุ่มปกป้องสถาบันเป็นระยะ ๆ ว่า "ที่นี่เป็นแผ่นดินไทย ไม่ใช่แผ่นดินพม่า" ขณะที่ตำรวจพยายามเข้าห้ามปรามและควบคุมสถานการณ์

นายอานนท์ให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่าไม่พอใจต่อข้อเรียกร้องของนายวีระ เพราะหากยกเลิกศูนย์ CI จะทำให้ยืนยันตัวตนต่างด้าวไม่ได้ และปฏิเสธว่าตนเองไม่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายนายวีระ เพราะลงจากรถมาไม่ทัน

ด้านนายทรงชัยให้สัมภาษณ์กับประชาไทเช่นกันว่า "ถ้ามาอีก เอาอีก" และเตือนนายวีระอย่ามาประท้วงในไทยอีก

ในเวลาต่อมา พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ประณามเหตุทำร้ายร่างกายดังกล่าว โดยระบุว่าความเห็นต่างทางการเมืองต้องไม่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ก่อเหตุโดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะสถานะ สัญชาติ หรือจุดยืนทางการเมือง

วันนี้ (2 พ.ย.) นายวีระเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาล (สน.) นางเลิ้ง เพื่อเอาผิดกับกลุ่มปกป้องสถาบันที่เข้ามาทำร้ายร่างกายแล้ว

ศูนย์ CI คืออะไร เหตุใดจึงกลายเป็นประเด็นในตอนนี้

https://www.mofa.gov.mm/en/myanmar-ambassador-meets-with-the-officials-of-the-certificate-of-identity-ci-centers-15-7-2026-bangkok/
คำบรรยายภาพ, เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา นายอู ซอ ซอ โซ เอกอัครราชทูตเมียนมาประจำไทย หารือเจ้าหน้าที่หน่วยงานศูนย์ออกหนังสือ CI หลังมีคลิปเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมถูกเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยเขาเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยกระดับการให้บริการแก่แรงงานเมียนมาอย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารเล่มเขียวที่มีหน้าตาคล้ายหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ต เป็นหนังสือรับรองสถานะบุคคล (CI) ที่ทางการเมียนมาออกให้กับแรงงานเมียนมาในไทยผ่านศูนย์ CI ซึ่งมีอายุ 4 ปีนับจากวันที่ออกเอกสาร ใช้เดินทางระหว่างประเทศไทยและเมียนมาได้ แต่ไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศที่ 3 ได้

หนังสือรับรองสถานะบุคคลดังกล่าว เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างทางการไทยและเมียนมา เพื่อเปิดช่องให้แรงงานชาวพม่าที่เข้าเมืองผิดกฎหมายได้เข้าสู่กระบวนการขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติ และสามารถนำหนังสือ CI ไปดำเนินการด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานในไทยต่อไปได้

กลุ่มแรงงานที่สามารถทำหนังสือ CI ได้ คือกลุ่มแรงงานที่ลงทะเบียนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 24 ก.ย. 2567 ซึ่งได้รับต่ออายุใบแทนใบอนุญาตทำงานจากกรมการจัดหางานถึงปี 2570 ตามมติ ครม. วันที่ 2 ธ.ค. 2568

ปัจจุบัน ศูนย์ CI ของทางการเมียนมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ใน 5 จังหวัด ได้แก่ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และชลบุรี ซึ่งดำเนินโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายเมียนมาทั้งหมด

หลังเปิดศูนย์ CI ได้ไม่นาน สำนักข่าวดีวีบี สื่ออิสระที่รายงานข่าวเกี่ยวกับประเทศเมียนมา รายงานโดยอ้างข้อมูลจากแรงงานข้ามชาติในไทยว่า การขอหนังสือ CI มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เนื่องจากผู้ที่ขอหนังสือ CI ต้องมีหลักฐานชำระภาษีเงินได้ 2% และหลักฐานการโอนเงินอย่างน้อย 25% ของรายได้กลับไปเมียนมาผ่านช่องทางที่ทางการเมียนมารับรอง

แรงงานข้ามชาติคนดังกล่าวยังบอกว่าค่าใช้จ่ายในการขอหนังสือ CI อาจสูงกว่าค่าธรรมเนียมที่ระบุไว้ที่ราว 2,600 บาท เนื่องจากตามมาด้วย "ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ" และธรรมเนียมนายหน้าที่ช่วยเดินเรื่อง

นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จ.ชลบุรี เขต 7 จากพรรคประชาชน บอกกับบีบีซีไทยว่าศูนย์ CI ของเมียนมาในไทยนั้นมีความไม่โปร่งใสในหลายมิติ จากข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่เขาได้รับจากนายจ้างชาวไทยและแรงงานข้ามชาติในไทย

ประการแรก แม้แรงงานจองคิวผ่านระบบออนไลน์และชำระเงินค่าธรรมเนียมทำหนังสือ CI จำนวน 2,670 บาทเคาน์เตอร์เซอร์วิสแล้ว แต่พบว่าเมื่อเดินทางไปถึงศูนย์ กลับถูกบังคับให้จ่าย "ค่าคิวผี" เพิ่มเติมอีกรายละ 1,300 -1,800 บาท ในบางกรณีเร่งด่วน ค่าคิวผีอาจพุ่งสูงไปถึงหัวละ 3,000 บาท ส่งผลให้นายจ้างชาวไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายค่าคิวผีเพิ่มเติม เพื่อให้แรงงานดำเนินการขอหนังสือ CI ได้

"หากนายจ้างมีลูกจ้าง 10 คน อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเตรียมเงินไว้ 13,000 บาท นอกเหนือจากค่าธรรมเนียม" เขากล่าว

ข้อมูลจากสำนักบริหารคนต่างด้าวในเดือน ก.ย. 2569 ระบุว่า ไทยมีแรงงานจากกลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (หรือกลุ่มประเทศ CLMV) รวมกันทั้งหมด 3,986,362 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมา 3,330,477 คน หรือคิดเป็น 83.5% ของแรงงานกลุ่มประเทศ CLMV ในไทย

นายสหัสวัตชี้ว่าแรงงานชาวเมียนมาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตและระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น การแปรรูปสินค้าประมงและเกษตรที่หาคนไทยมาทำได้ยากมาก ดังนั้น นายจ้างชาวไทยจึงจำเป็นต้องสำรองจ่ายค่าคิวผีให้กับแรงงานของตน เพื่อไม่ให้ขาดแคลนแรงงานและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ นั่นหมายความว่านายจ้างและผู้ประกอบการชาวไทยเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากศูนย์ CI โดยตรง

เขากล่าวต่อว่าศูนย์ CI ซึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่หลังช่วงโรคโควิด-19 ระบาด ยังปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมขึ้นอย่างมากจากประมาณ 300 บาทต่อคน เป็น 700 บาท และพุ่งสูงขึ้นเป็น 2,670 บาทในปัจจุบัน

"เมื่อก่อนมีการเก็บภาษีโต้ง ๆ เลย ภายในศูนย์ CI ประมาณ 2,000 กว่าบาท ทีนี้พอมีการร้องเรียนว่ามันเป็นการเก็บภาษีซ้อน อยู่ ๆ การเก็บภาษีก็หายไปแล้วมาเป็นค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียน 2,670 บาทแทน คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างนายจ้างหรือผู้ประกอบการก็ตั้งข้อสังเกตว่าคุณแค่โยกเงินภาษีที่ให้แรงงานจ่ายในตอนแรกไปเป็นค่าธรรมเนียมหรือเปล่า" นายสหัสวัต กล่าว

trad prd

การทำหนังสือ CI ในปัจจุบันซับซ้อนกว่านั้น เมื่อรัฐบาลเมียนมาระบุว่าผู้ทำหนังสือ CI ต้องมีหลักฐานโอนเงินกลับประเทศ 25% ของรายได้ผ่านช่องทางที่ทางการกำหนด ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมากำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 2,100 จัตต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดอยู่ที่ประมาณ 4,500 จัตต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

"เท่ากับว่าแรงงานส่งเงินกลับประเทศได้น้อยลง มันเลยมีการตั้งข้อสังเกตว่าส่วนต่างตรงนี้มันเข้าสู่รัฐบาลทหารพม่าหรือว่ามันไปไหน"

"ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ของศูนย์ CI ทุกครั้งที่มีข้อร้องเรียนไปที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน คำตอบที่กระทรวงแรงงานจะให้กับผู้ประกอบการหรือว่าใครก็ตามที่ไปร้องก็คือ ศูนย์ CI อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของรัฐบาลเมียนมา ทางการไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง" นายสหัสวัต ระบุ "พื้นที่เดียวที่ทางการไทยไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้เพราะเป็นอธิปไตยของสถานที่อื่น มันคือสถานทูต แต่ศูนย์ CI กลับมีสถานะแบบนั้น แล้วรีดเงินจากนายจ้างไทย เพราะพูดตามตรงว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้แรงงานไม่มีเงินหรอก นายจ้างต้องเป็นคนออกให้"

เขากล่าวต่อว่าภาพลักษณ์ของศูนย์ CI ที่ไม่มีใครแตะต้องได้ ถูกตอกย้ำอีกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์คุกคามการปฏิบัติงานของนายณฐาภพ สังเกตุ สื่ออิสระที่ไปติดตามทำข่าวการทำงานของศูนย์ CI ใน จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา และการไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวของไทยพีบีเอสบันทึกภาพการปฏิบัติงานภายในศูนย์ CI จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ทางทีมข่าวจึงทำได้เพียงสังเกตการณ์จากภายนอกเท่านั้น

"มันค่อนข้างเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ คุณเอาอำนาจจากไหนมาใช้ในสถานที่ที่กระทำการตามระเบียบของกระทรวงแรงงาน ภายใต้มาตรการขึ้นทะเบียนแรงงานของไทย มันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นในแผ่นดินไทยหรือเปล่า" นายสหัสวัต กล่าว

สส.จากพรรคประชาชนกล่าวต่อว่าข้อเรียกร้องเรื่องเปลี่ยนจากหนังสือ CI มาเป็นบัตรสีชมพู ไม่ใช่ข้อเรียกร้องจากแรงงานชาวเมียนมาเท่านั้น แต่ผู้ประกอบชาวไทยก็สนับสนุนด้วย ซึ่งเขาเห็นว่าการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวโดยรัฐบาลไทยนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะไทยมีความพร้อมทั้งระบบทะเบียน กระบวนการขอใบอนุญาตทำงาน และการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์แบบไบโอเมตริกส์ (biometrics) ซึ่งเขาเห็นว่าการยกเลิกศูนย์ CI มาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวผ่านบัตรสีชมพูไม่ได้ทำให้ข้อตกลงเอ็มโอยู (MoU) ระหว่างไทย-เมียนมาเสียหาย และไม่ขัดต่อหลักสากลด้วย

นายสหัสวัตจึงต้องการตั้งคำถามกลับไปยังกลุ่มปกป้องสถาบันว่า "ในเมื่อรัฐบาลไทยกำลังทำให้แรงงานข้ามชาติถูกดูดเงินออกไปจากประเทศ ทั้ง ๆ ที่เงินเหล่านี้ควรถูกหมุนเวียนในไทย และไม่ใช่แค่เงินของแรงงานข้ามชาติแต่เป็นกลุ่มนายจ้างไทยที่ถูกดูดเงินไปให้รัฐบาลทหารพม่าด้วย เรื่องนี้ควรเป็นสิ่งที่คนที่เชื่อในชาตินิยมควรเดือดร้อนมากกว่าหรือไม่"

.
คำบรรยายภาพ, (คนกลาง) นายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ระบุในเฟสบุ๊กส่วนตัวว่าต้องการเอาธงไปคืนนายวีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ชื่อว่า "ไบรท์ ฟิวเจอร์" (Bright Future) ซึ่งต่อมาบานปลายเป็นเหตุทำร้ายร่างกาย

ด้านนายอานนท์ แกนนำกลุ่ม ศปปส. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับกรณีที่รัฐบาลเมียนมาให้แรงงานในไทยโอนเงินกลับประเทศ 25% ของรายได้เช่นเดียวกัน และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของเมียนมาเข้ามาดำเนินการศูนย์ CI ในไทยทั้งหมด

"แต่ทางกลุ่มไม่สามารถเคลื่อนไหวทุกเรื่องได้" เขากล่าว

แกนนำกลุ่ม ศปปส. อธิบายต่อว่า การเรียกร้องให้ยกเลิกศูนย์ CI ของนายวีระหน้าองค์การสหประชาชาติในประเทศไทยเมื่อวานนี้ เป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไป เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วก็ต้องยอมรับว่ามีเพียงทางการเมียนมาเท่านั้นที่สามารถพิสูจน์สัญชาติคนของประเทศของตนได้

นายอานนท์กล่าวต่อว่า ประเด็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มปกป้องสถาบันเมื่อวานนี้ แท้จริงแล้วต้องการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเคลื่อนไหวของนายวีระ เพราะพวกเขามองว่านายวีระไม่มีสิทธิมาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการเคลื่อนไหวทางการเมือง

"หากต้องการเรียกร้องกับมิน อ่อง หล่าย ก็ไปเรียกร้องที่นู่น ไม่ใช่ที่นี่" เขากล่าว

กระแสอคติต่อชาวเมียนมาเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจากคณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ วิเคราะห์ว่าการรัฐประหารในเมียนมาปี 2564 ทำให้เกิดคลื่นอพยพจากวิกฤตการเมือง ผู้คนจากเมียนมาจำนวนมากอพยพข้ามแดนมาในไทยเพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา จากงานวิจัยที่เธอเก็บข้อมูลไม่นานนี้สามารถประมาณการณ์ได้ว่ามีชาวเมียนมาทั้งที่เข้ามาโดยผิดกฎหมายและถูกต้องตามกฎหมายราว 7-8 ล้านคนในไทย โดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานถูกกฎหมายตามข้อตกลงเอ็มโอยูประมาณ 2 ล้านคนเท่านั้น

ในปี 2567 รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร กระตุ้นให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะวัยหนุ่มสาวอายุ 18-35 ปี เพื่อหลบเลี่ยงการถูกเกณฑ์ทหารขณะที่ประเทศกำลังเผชิญสงครามกลางเมือง

"เห็นได้จากมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากต่อแถวยาวหน้าสถานทูตไทยในเมียนมาเพื่อขอวีซ่าต่าง ๆ แต่ประเทศไทยกลับไม่มีนโยบายใด ๆ รองรับผลกระทบจากเรื่องเหล่านี้เลย" เธอกล่าว

นอกจากปริมาณของชาวเมียนมาที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยจากเหตุความไม่สงบในประเทศแล้ว ปัจจัยทางเศรษฐกิจยังเป็นอีกตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างคนไทยที่อยู่ในพื้นที่กับชาวเมียนมาที่เข้ามาใหม่

เธออธิบายว่า ชาวเมียนมาที่หลั่งไหลมาในประเทศไทย มีกลุ่มหนึ่งที่มาพร้อมกับเงินทุน จึงจ้างชาวไทยมาเป็นนอมินีเพื่อเปิดแผงขายของในตลาด ซึ่งมักพบในหลายพื้นที่ที่ชาวเมียนมาอยู่กันหนาแน่น ได้แก่ มหาชัย บางบอน แม่สอด และเชียงใหม่

"อาชีพค้าขายเป็นอาชีพสงวนตามกฎหมายไทย มันจึงเกิดคำถามว่าทำไมคนเมียนมาถึงใช้นอมินีเปิดแผงขายของได้ ทั้งที่มันผิดกฎหมายแล้วก็รู้สึกว่าถูกแย่งลูกค้า รายได้ลดลง" ผศ.ดร.ลลิตา กล่าว

ความแตกต่างของดำเนินชีวิตระหว่างชาวไทยกับชาวเมียนมายังทำให้เกิดการกระทบกระทั่งอยู่บ่อยครั้ง เช่น พฤติกรรมการเคี้ยวและบ้วนน้ำหมาก ทั้งหมดที่กล่าวมาสะสมเป็นพลังคลื่นใต้น้ำและกลายเป็นอคติของชาวไทยบางส่วนไปในที่สุด แม้มีคนไทยจำนวนมากที่เข้าใจดีกว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นต้องพึ่งพาแรงงานชาวเมียนมา ไม่เช่นนั้นภาคธุรกิจทั้งอุตสาหกรรมอาจหยุดชะงักลง

"หากโรงงานปลากระป๋อง อาหารทะเล โรงงานปลาทูในมหาชัยขาดแรงงานชาวเมียนมาไป ซึ่งคิดว่ามีเป็นล้าน อุตสาหกรรมประมง อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารทะเลของเราหยุดชะงักได้เลย เช่นเดียวกับการหายไปของแรงงานชาวกัมพูชาหลายแสนคนที่ส่งผลกระทบต่อการเก็บลำไย ลิ้นจี่ ตามแนวชายแดน" ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาจาก ม.เกษตรศาสตร์ กล่าว

ผศ.ดร.ลลิตา กล่าวต่อว่าความไม่พอใจที่สะสมเป็นคลื่นใต้น้ำถูกกระตุ้นและจุดปะทุฉับพลัน เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวประท้วงของชาวเมียนมาหน้าสถานทูตเมียนมาหรือสำนักงานองค์การสหประชาชาติในไทย รวมถึงประเด็นดราม่าต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถูกกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมในไทยนำไปขยายผลและปลุกกระแสต่อต้านแรงงานต่างด้าวอย่างเปิดเผยบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ

คนไทยควรใช้พลังรักชาติต่อแรงงานข้ามชาติอย่างไร

แม้จำนวนชาวเมียนมาที่อยู่ในไทยนั้นดูน่ากังวล แต่เธอชี้ว่าสังคมไทยควรตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสูงสุด (Super Aging Society) กำลังขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก และอาชีพที่แรงงานข้ามชาติทำในไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นอาชีพที่คนไทยไม่ทำแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้แนะนำว่า รัฐบาลไทยควรจัดทำระบบลงทะเบียนเพื่อจัดเก็บอัตลักษณ์ และประวัติของแรงงานเมียนมาด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลีกเลี่ยงการพึ่งพาการผ่านศูนย์ CI ของทางการเมียนมา ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายสูงมากและซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังพบว่านายจ้างชาวไทยไม่ยินดีจ่าย ส่วนตัวแรงงานก็มองว่าศูนย์เป็นตัวแทนขูดรีดเงินส่งให้รัฐบาลทหาร เสี่ยงทำให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากหลุดจากระบบ ยากต่อการติดตามเพื่อนำแรงงานเข้าสู่ระบบการเสียภาษีและระบบประกันสังคมอย่างถูกต้อง


Burmese Workers Return Home Amidst Thailand's Migrant Labour Crackdown
MYAWADDY, BURMA - JULY 13: Young myanmar migrant workers wait at the border gate in Myawaddy, Myanmar on their way to Thailand for work on July 13, 2017 in MYAWADDY, Burma. Thousands of Burmese migrants returned to Myanmar from Thailand over the past two weeks, as they fled across the border with belongings stuffed into backpacks and duffel bags since the Thai government enacted a new labor regulation, where undocumented migrant laborers can spend up to five years in prison and receive fines between 2,000 to 100,000 baht (US$60 to US$2,935). Over 60,000 migrant workers from Myanmar, Cambodia, Laos, and Vietnam have fled Thailand, fearing arrest after the new labor regulations took effect as the Thai government aims to tackle human trafficking concerns raised by the international community and resolve the growing number of undocumented migrant workers. Based on reports, many illegal migrants take up difficult and dangerous jobs in Thailand's factories and fishing boats but despite the hardship, many of the Burmese migrants still see better hope in Thailand due to the dire poverty in their homeland and a lack of jobs and good wages. (Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

จากข้อกล่าวอ้างที่ว่าชาวเมียนมาเดินทางเข้ามาใช้สิทธิรักษาพยาบาลหรือทำคลอดในโรงพยาบาลรัฐของไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น ผศ.ดร.ลลิตาระบุว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเกิดขึ้นกับชาวเมียนมาเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่แรงงานเมียนมาที่เข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยได้จ่ายเงินสมทบเข้าระบบประกันสังคมตามกฎหมาย ดังนั้น การเข้ารับบริการสาธารณสุขหรือการทำคลอดในโรงพยาบาลรัฐจึงเป็นการใช้สิทธิตามระบบประกันสังคมที่ตนเองร่วมส่งเข้ากองทุนด้วย

นอกจากนี้ ในพื้นที่ชายแดนยังมีหน่วยงานการกุศลและสาธารณสุขเฉพาะ เช่น คลินิกแม่ตาว อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งให้บริการรักษาพยาบาลและทำคลอดแก่ชาวเมียนมา โดยใช้แหล่งเงินทุนบริจาคและการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาบริหารจัดการเองทั้งหมด จึงไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณให้แก่รัฐบาลไทย

ในมิติการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการของไทยได้ดำเนินนโยบาย "Education for All" (การศึกษาเพื่อทุกคน) ซึ่งสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ยืนยันว่าเด็กทุกคนมีสิทธิได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นเธอจึงเห็นว่าการเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติเข้าสู่ระบบการศึกษาไทย จะช่วยให้เด็กสามารถอ่านออก เขียนภาษาไทย และเข้าใจกฎหมายไทย ไม่หลุดเป็นเด็กนอกระบบ ซึ่งอาจก้าวไปสู่การเป็นอาชญากรในอนาคต

"มันจะดีกว่าไหมหากเรามีกลไกที่ควบคุมคนเหล่านี้ให้เข้าใจแล้วเป็นประชากรที่ดี มีคุณภาพ อยู่ในประเทศไทยได้อย่างกลมกลืนกับคนในสังคมไทย เหมือนกับที่เราเคยเป็นมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นคนจีนหรืออินเดียในอดีต" ผศ.ดร.ลลิตา กล่าวกับบีบีซีไทย