แนวปฏิบัติใหม่คุม กมธ. ของประธานสภาฯ ตัดอาวุธตรวจสอบของฝ่ายค้านหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Thai news pix
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ 4 แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านว่าเป็นการตัดแข้งตัดขากลไกตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ก่อนหน้านี้มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้อำนาจประธาน กมธ. ในกรณีที่เรียกบุคคลมาชี้แจงโดยไม่ผ่านมติที่ประชุมของ กมธ. จึงเกิดการประชุมร่วมกันระหว่างนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่หรืออำนาจการบรรจุวาระการประชุม
4 แนวทางใหม่จัดระเบียบ กมธ.
ตามการรายงานของสื่ออย่างน้อยสองสำนัก ได้แก่ เนชั่น และไทยโพสต์ ข้อสรุปของแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. มีดังนี้
- การตีความหน้าที่และอำนาจของ กมธ.
กมธ. แต่ละคณะต้องตีความหน้าที่และอำนาจของตนโดยเคร่งครัดตามตัวบทและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่อาจขยายขอบเขตจนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ. คณะอื่น
หากเรื่องใดเกี่ยวข้องกับ กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่รายงานต่อประธานสภาฯ เพื่อพักการพิจารณาไว้ชั่วคราว และเรียกประชุมร่วมระหว่างประธานสภาฯ กับประธาน กมธ.ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่า กมธ.คณะใดจะเป็นผู้พิจารณา หากตกลงกันไม่ได้ ให้ประธานสภาฯ เป็นผู้วินิจฉัย
- การนัดประชุมของ กมธ.
ให้กำหนดวันประชุมประจำสัปดาห์โดยมติที่ประชุมนัดแรกของ กมธ. และให้ประธาน กมธ. มีอำนาจนัดประชุมพิเศษได้เมื่อเห็นสมควรในกรณีเร่งด่วน แต่ไม่อาจกำหนดเป็นการประชุมต่อเนื่องประจำทุกสัปดาห์
- การบรรจุระเบียบวาระการประชุม
ประธาน กมธ. ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระที่กำหนดโดยมติที่ประชุม แม้จะมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระ แต่ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่ของ กมธ. และไม่อาจกำหนดวาระพิจารณา หรือเชิญบุคคลหรือหน่วยงานมาชี้แจงโดยไม่มีมติของ กมธ.
- การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสาร
การเรียกบุคคลหรือเอกสารต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ. ไม่อาจดำเนินการโดยลำพัง แม้ในทางปฏิบัติจะใช้คำว่า "เชิญ" แทน "เรียก" แต่มีความหมายเป็นการขอความร่วมมือโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน หากไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐและประสงค์ให้มีผลบังคับทางกฎหมาย ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดในพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อำนาจเรียกของ กมธ. ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568
ทั้งนี้ มีรายงานว่าประธานสภาฯ ได้เห็นชอบแนวทางดังกล่าวแล้ว และเตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังประธาน กมธ. คณะต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของ กมธ. อย่างเป็นทางการต่อไป
อย่างไรก็ดี นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน (ปชน.) และประธาน กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ตนเองเข้าร่วมการประชุมหารือเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ตั้งแต่ต้นจนจบ และนายโสภณซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมได้ย้ำชัดเจนว่าเป็นเพียงการหารือแนวทาง ไม่ได้มีการลงมติแต่อย่างใด นอกจากนี้เสียงส่วนใหญ่ของผู้เข้าร่วมประชุมยังเน้นไปที่การคัดค้านและโต้แย้งแนวทางที่นำเข้ามาหารือในที่ประชุมดังกล่าว
"ดังนั้นมันจึงไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายใด ๆ เลย ผมก็เลยแปลกใจว่าการอ้างว่ามีการหารือแล้วใน 35 คณะ เป็นการอ้างเท็จหรือไม่" นายรังสิมันต์กล่าว
ประธาน กมธ. การกฎหมายฯ กล่าวต่อว่ากำลังรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่าระเบียบที่ออกมานี้มีสถานะทางกฎหมายเช่นไร โดยส่วนตัวมองว่าหากเป็นระเบียบภายในลักษณะแนวปฏิบัติคล้าย ๆ กับหนังสือเวียน ก็เป็นการใช้กลไกระเบียบข้อบังคับมากำกับการทำงานของฝ่ายค้าน
"เป็นไปได้อย่างมากว่า มันเป็นความพยายามที่จะใช้กลไกราชการมาบีบพวกเราอีกที ไม่เล่นตรง ๆ ให้ฝ่ายราชการกับฝ่ายค้านมาปะทะกัน ส่วนฝ่ายการเมืองหรือคนที่อยู่เบื้องหลังก็ไปแอบอยู่ข้าง ๆ ราชการ ให้ข้าราชการเป็นหนังหน้าไฟรับมือฝ่ายค้านไป" นายรังสิมันต์ระบุ
"การขันน็อต" โดยประธานสภาฯ
ดร.สติธร ธนานิติโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าหากดูจากแนวทางที่เตรียมนำมาใช้กับ กมธ. ทั้ง 35 คณะ เห็นได้ว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหากพิจารณาในเชิงหลักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับเดิมที่มีผลบังคับใช้อยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนเป็นคือวิธีปฏิบัติในทางจริง
เขากล่าวต่อว่าที่ผ่านมา การเชิญบุคคลหรือหน่วยงานมาชี้แจงกับ กมธ. มักทำกันอย่างไม่เคร่งครัด เช่น ประธาน กมธ. หรือสมาชิกพูดคุยหารือกันในวงประชุมแล้วแจ้งให้ฝ่ายเลขานุการส่งหนังสือเชิญได้ทันที แต่ในตอนนี้ประธานสภาฯ ออกแนวปฏิบัติมาเพื่อให้วิธีการที่เขียนไว้ในกฎหมายอยู่แล้วถูกนำมาใช้อย่างเคร่งครัดมากขึ้น โดยตีความว่า "อำนาจกรรมาธิการ" ในการเรียกหรือเชิญบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ต้องหมายถึง "คณะกรรมาธิการทั้งคณะ" ไม่ใช่ประธาน กมธ. ใช้อำนาจอยู่ฝ่ายเดียว ทำให้ต่อจากนี้ไปหากต้องการเชิญใครมาก็ตาม ต้องผ่านการลงมติที่ประชุมของ กมธ. และลงบันทึกการประชุมไว้ทุกครั้ง
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต่อว่าในยุคปัจจุบัน "ประธานสภาฯ พยายามเข้าไปขันน็อต" ในระดับแนวปฏิบัติ เพื่อให้ตัวบทกฎหมายเดิมถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด
ดร.สติธร ชี้ว่าแม้ความพยายามดังกล่าวอาจถูกมองว่าทำให้อำนาจ กมธ. อ่อนแอลง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้นต่างจากยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยรัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดอำนาจเรียก/เชิญบุคคลของ กมธ. ไว้อย่างเข้มงวด ทำให้บุคคลที่ถูกเชิญต้องมาพบ กมธ. ด้วยตัวเอง
เขากล่าวต่อว่า หากจำได้เคยมีภาพที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยในขณะนั้น ต้องมาพบ กมธ. ด้วยตัวเอง ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2560 เขียนเนื้อหาในเรื่องนี้ไว้หลวมกว่า จึงทำให้ผู้ถูกเชิญสามารถมอบหมายให้ผู้อื่นมาชี้แจงแทนตนเองได้ เช่น รมว.มหาดไทย อาจมอบหมายให้อธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงแทน เป็นต้น
ฝ่ายค้านระบุ "ตัดแขนตัดขา-สกัดกั้น" กลไกตรวจสอบฝ่ายบริหาร
ด้านนายรังสิมันต์เห็นว่าการออกเกณฑ์คุมเข้มให้การเชิญบุคคลต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ. ทุกครั้ง คือ "การตัดแขนตัดขา กมธ." เนื่องจากใครก็ตามที่ต้องการตรวจสอบรัฐบาล ต้องอาศัยความยินยอมของรัฐบาลในการตรวจสอบ
สส. ปชน. ผู้นี้ชี้ว่าโครงสร้างของ กมธ. แต่ละคณะมีทั้งหมด 15 คน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลถือครองเสียงข้างมากเกิน 8 คน ขณะที่ฝ่ายค้านมีเสียงใน กมธ. น้อยกว่า ดังนั้นหากต้องอาศัยมติที่ประชุม กมธ. เพื่อเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูลกับ กมธ. ก็ชัดเจนว่าเสียงข้างมากย่อมชนะไป และทำให้ฝ่ายค้านไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้เลย หากรัฐบาลไม่ประสงค์ให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ
"ที่ผ่านมา อำนาจบรรจุวาระการเชิญบุคคลเป็นอำนาจของประธาน กมธ. ซึ่งจริง ๆ ก็สอดรับกับข้อบังคับ ถามว่าทำไมส่วนหนึ่งเราไม่ใช้การเรียก ก็เพราะว่ามันต้องใช้มติ ที่ผ่านมาก็เลยเป็นเหมือนการขอความร่วมมือหรือเชิญ ถ้าหน่วยงานราชการหรือบุคคลให้ความร่วมมือก็จบ แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือ เราก็ไม่สามารถไปทำอะไรได้ ฉะนั้นการเรียกจึงเป็นมาตรการสุดท้ายของ กมธ. ในการที่จะให้บุคคลมาชี้แจง ซึ่งเมื่อจะต้องไปถึงขั้นนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลด้วย" นายรังสิมันต์ อธิบาย
ประธาน กมธ. การกฎหมายฯ ของสภาผู้แทนราษฎร กล่าวต่อว่าหากดูจากเรื่องที่ทาง กมธ. ของตนพิจารณาอยู่ เห็นได้ว่ามีหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ "รัฐบาลสีน้ำเงิน" ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งทาง กมธ. เคยเรียกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, และ ศ.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ กมธ. การกฎหมายฯ ยังเคยมีมติเรียกนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย มาแจงปมคดีสินบน 40 ล้านโยงสแกมเมอร์ ซึ่งต่อมาถูกเชื่อมโยงกับกรณีของ น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ จากสังกัดพรรคเดียวกันด้วย
"ผมคิดว่า 2 กรณีนี้น่าจะเป็นฟางสุดท้ายที่ทำให้รัฐบาลพยายามสกัด กมธ." นายรังสิมันต์กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงกรณีนายโสภณ ประธานสภาฯ ออกระเบียบการทำงานของ กมธ. ทั้ง 35 คณะว่า เชื่อว่าวิปฝ่ายค้านจะหารือเรื่องดังกล่าวในการประชุมวันนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่าการกำหนดวาระประชุมหรือการเชิญหน่วยงานมาให้ข้อมูล ควรเปิดโอกาสให้ กมธ. ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม แต่หากกำหนดให้ทุกเรื่องต้องผ่านมติอาจกระทบต่อการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อกรรมาธิการส่วนใหญ่มี สส. ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หาก สส. ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการตรวจสอบเรื่องใดแล้วใช้เสียงข้างมากสกัดกั้นการทำงานของ กมธ. ก็อาจเดินหน้าต่อไม่ได้ ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดกลไกตรวจสอบไว้ เขาจึงเห็นว่าควรหาจุดสมดุล เช่น ให้ประธานกรรมาธิการแจ้งที่ประชุมก่อนดำเนินการ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทักท้วงหรือหารือ แทนการกำหนดให้ทุกเรื่องต้องขอมติ
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าระเบียบดังกล่าวจะเป็นการจำกัดการตรวจสอบของฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความพยายามแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งอาจทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจกำหนดการทำงานของสภามากขึ้น แม้กระทั่งจำนวนประธาน กมธ. หากมีการแก้ไขตามข้อเสนอของ สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวต่อว่า การทำงานในสภาอาศัยทั้งข้อบังคับ ประเพณี และวัฒนธรรมทางการเมือง โดยแม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาและ กมธ. แต่ต้องเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยทำหน้าที่ตรวจสอบได้ ซึ่งในตอนนี้กรอบอำนาจและขอบเขตการพิจารณาของ กมธ. ก็ถูกกำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว
"ดังนั้นจึงต้องฝากถึงรัฐบาลว่าอย่าได้กลัวการตรวจสอบ ถ้าสิ่งที่ท่านทำอยู่ ถูกต้องโปร่งใสก็ไม่มีอะไรต้องกลัวเรื่องการตรวจสอบ ตรงกันข้าม ถ้าการตรวจสอบทำให้ท่านสามารถแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำนั้นมีเหตุมีผล มันดีอยู่แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลเอง แล้วถ้าการตรวจสอบโดยฝ่ายค้านหรือเสียงข้างน้อยทำเหลวไหล ฝ่ายค้านก็เสียหายเอง ตอนนั้นขอให้กลไกได้ทำงาน ไม่อย่างนั้นก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย" นายอภิสิทธิ์กล่าว
ขณะที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตอบโต้ฝ่ายค้านผ่านเฟซบุ๊กวันนี้ (3 พ.ย.) ว่าคณะกรรมาธิการต้องมีอิสระในการตรวจสอบ แต่ความเป็นอิสระไม่ใช่การมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ส่วนประธาน กมธ. มีหน้าที่นำการประชุมและขับเคลื่อนงานของคณะ กมธ. แต่ไม่อาจถือเอาอำนาจขององค์คณะมาเป็นอำนาจส่วนตัวได้ และประธานสภาฯ มีหน้าที่รักษาระเบียบและหลักเกณฑ์ของสภา โดยต้องปฏิบัติภายในขอบเขตอำนาจของตนเช่นเดียวกัน
"ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่การที่ใครมีเสียงดังกว่าแล้วจะใช้อำนาจได้มากกว่า แต่คือการที่ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกัน ประธานกรรมาธิการสามัญมีอยู่ 35 คณะ ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนกับเรื่องนี้ เพราะเคารพต่อข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ไม่ใช้กรรมาธิการที่ตนเป็นประธานเป็นเครื่องมือทางการเมือง" นายศุภชัยระบุ
เขายังเห็นว่าการวิจารณ์ประธานสภาฯ ทำได้ แต่ข้อกล่าวหาต้องมีข้อเท็จจริงรองรับ และการกล่าวหาว่าประธานสภาฯ ทำหน้าที่เพื่อรับใช้บุคคลหรือพรรคการเมืองใด เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ดังนั้นควรมีพยานหลักฐานและเหตุผลมากกว่าการแสดงความไม่พอใจต่อแนวทางปฏิบัติที่ประกาศออกมา
"หากเห็นว่าแนวทางดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับการประชุม ก็ควรระบุให้ชัดว่าขัดบทบัญญัติใด และขัดอย่างไร เพื่อให้เกิดการถกเถียงด้วยเหตุผลทางกฎหมาย" นายศุภชัยกล่าว
ฝ่ายค้านทำงานยากขึ้นจริงหรือ
ดร.สติธรให้ความเห็นว่าแนวปฏิบัติที่ออกมาใหม่นี้ไม่ได้ถึงขั้นตัดแขนตัดขาฝ่ายค้านโดยสิ้นเชิง เพราะที่ผ่านมาฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชนย้อนกลับไปจนถึงพรรคอนาคตใหม่สามารถขับเคลื่อนกลไก กมธ. ได้อย่างเข้มแข็ง เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว สส. ฝ่ายค้านมักเป็นฝ่ายที่ขยันเข้าประชุม กมธ. คณะต่าง ๆ พร้อมหน้าพร้อมตา
"สส. ฝ่ายรัฐบาลเขาก็ไปทำอย่างอื่น เช่น ไปตามรัฐมนตรี มันก็เลยกลายเป็นว่าที่ผ่านมาต่อให้สัดส่วนใน กมธ. เป็นฝ่ายค้านน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล แต่ใน กมธ. ที่ฝ่ายค้านเป็นประธานคณะ ส่วนใหญ่แล้ว สส. ฝ่ายค้านมักเข้าประชุมพร้อมหน้าพร้อมตา เขาก็จะไปกำหนดวาระของ กมธ. ชุดนั้นแล้วขับเคลื่อนกัน โดยอาศัยช่องว่างที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ใส่ใจ" นักวิชาการรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ กล่าว
เขาจึงมองว่าหาก สส. ฝ่ายรัฐบาลยังไม่ใส่ใจเข้าประชุม กมธ. แต่สุดท้ายแล้วจำนวนครบองค์ประชุม ฝ่ายค้านก็ยังสามารถลงมติเรียกบุคคลต่าง ๆ ได้ตามปกติ นอกจากว่าพรรครัฐบาลกำชับให้ สส. ฝั่งตนเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงเพื่อรักษาองค์ประชุมและเสียงข้างมาก ก็จะสามารถลงมติบล็อกไม่ให้ กมธ. เชิญนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือบุคคลสำคัญของรัฐบาล เช่น "รัฐมนตรีลูกเทพ" มาชี้แจงกับ กมธ. ได้ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายค้านทำงานยากขึ้นทันที
"เพราะฉะนั้นเอาเข้าจริง ครั้งนี้มันเหมือนกับรัฐบาลขันน็อตให้กับฝ่ายตัวเองด้วย เพื่อยับยั้งสิ่งที่ฝ่ายค้านเคยทำได้ในทางปฏิบัติ เพราะ สส. ฝั่งเขา [รัฐบาล] ละเลยจนไปถึงขั้นประธาน กมธ. ตัดสินใจแทน กมธ. ทั้งคณะได้โดยไม่ต้องขอมติ แล้วไม่มีใครคัดค้าน เพราะว่าฝั่งที่จะค้านไม่เข้าประชุม" ดร.สติธร กล่าว
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ยังเห็นว่า ข้อบังคับแนวทางปฏิบัติใหม่ที่กำหนดว่า หากมี กมธ. ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไปพิจารณาเรื่องเดียวกัน ให้ตกลงกันก่อนว่าคณะใดจะเป็นผู้พิจารณา แต่หากตกลงกันไม่ได้ ให้ ประธานสภาฯ เป็นผู้ชี้ขาด ซึ่งถือเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจไปไว้ที่ประธานสภาฯ โดยตรงนั้น ประเด็นนี้จะเปิดช่องให้รัฐบาลได้เปรียบก็ต่อเมื่อ กมธ. ทั้งสองชุดมาจากประธานคนละฝ่าย เช่น ชุดหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน ขณะที่อีกชุดหนึ่งเป็นรัฐบาล ก็มีแนวโน้มว่าประธานสภาฯ อาจตัดสินใจโน้มเอียงไปทางฝ่ายรัฐบาล
"ในเมื่อประธานสภาฯ เป็นฝั่งรัฐบาล เขาก็ย่อมตัดสินเข้าข้างรัฐบาลใช่ไหมครับ" ดร.สติธรตั้งข้อสังเกต
เขากล่าวต่อว่า หากสุดท้ายเกิดความพร้อมเพรียงกันของ สส. ฝ่ายรัฐบาลใช้วิธีลงมติบล็อกไม่ให้ กมธ. ขอข้อมูลสำคัญหรือเชิญบุคคลสำคัญมาให้ข้อมูลกับ กมธ. อย่างต่อเนื่องจน กมธ. แทบทำอะไรไม่ได้ ก็จะย่อมส่งผลต่อการตรวจสอบฝ่ายบริหารในระยะยาว และฉายซ้ำภาพให้คนรู้สึกว่า กมธ. "ไม่มีน้ำยา"
"ถ้าหากพูดถึงในระยะยาวจริง ๆ ถ้าเรามองว่าตรงนี้เสียสมดุล ทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบในการใช้เครื่องมือตรวจสอบ มันก็ต้องไปรื้อข้อบังคับ แบบนั้นก็จะเสียเปรียบอีก เพราะฝ่ายค้านเป็นเสียงข้างน้อย รื้ออย่างไรก็เข้าทางรัฐบาล เขาจะเอาแนวปฏิบัติของประธานสภาฯ เสียบเข้าข้อบังคับเลย คราวนั้นจะหนักกว่าเดิม ดังนั้นก็ต้องรอวันเสียงข้างมาก แล้วค่อยมาแก้" ดร.สติธรกล่าวทิ้งท้าย































