มิตรภาพหรือเพื่ออำนาจต่อรอง: ทำไมสี จิ้นผิง ไปเยือนเกาหลีเหนือ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ลอรา บิกเกอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
สำหรับผู้นำจีน สี จิ้นผิง เกาหลีเหนือมีสถานะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ก็ไม่อาจสูญเสียไปได้เช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายมักอธิบายความสัมพันธ์ของกันและกันว่าเป็น "สายสัมพันธ์ที่หลอมรวมจากเลือด" ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกลับไปยังสงครามเกาหลี
ทว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความคลางแคลงใจได้บั่นทอนสายสัมพันธ์นี้ให้ถดถอยลง และตอนนี้ปักกิ่งก็กำลังพยายามกอบกู้อิทธิพลที่เคยมีเหนือพันธมิตรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ก็คาดเดาได้ยากยิ่งเช่นเดียวกัน ให้กลับคืนมาอีกครั้ง
จีนต้องการให้พื้นที่ชายแดนมีความเสถียรภาพและต้องการมีอิทธิพลต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ แต่จีนไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปพัวพันกับวิกฤตที่เกิดจากความทะเยอทะยานด้านอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
ดังนั้น การไปเยือนของสี จิ้นผิง ในสัปดาห์นี้จึงน่าจะเป็นเรื่องของการสร้างอำนาจต่อรอง มากกว่าเรื่องของมิตรภาพ
ฝั่งเกาหลีใต้เชื่อว่าสี จิ้นผิง อาจพยายามวางตำแหน่งของจีนให้เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ แต่รัฐบาลจีนก็อาจมีแรงจูงใจอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่
แหล่งข่าวทางการทูตตะวันตกบอกกับบีบีซีว่า จีนเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซีย
หลังจากพบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สี จิ้นผิงอาจต้องการทำให้แน่ใจว่าตัวเองยังคงสามารถควบคุมผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึน เอาไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่จีนกำลังขยายบทบาทของตัวเองบนเวทีโลก
ฟื้นความสัมพันธ์ที่เคยตึงเครียด
ความสัมพันธ์ที่เย็นชาลงระหว่างปักกิ่งและเปียงยางนั้นเห็นได้ชัดเจน แม้จะเป็นไปแบบไม่โฉ่งฉ่าง
ทั้งสองฝ่ายแทบไม่ได้เฉลิมฉลองวันครบรอบ 75 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในเดือน ต.ค. 2024 ขณะที่การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปอย่างเงียบเชียบ
เอกอัครราชทูตจีนไม่ได้เข้าร่วมพิธีฉลองวันก่อตั้งประเทศของเกาหลีเหนือเมื่อเดือนที่แล้ว อีกทั้งตลอดทั้งปีทีผ่านมาก็ไม่มีการแลกเปลี่ยนในระดับผู้นำอาวุโสแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างเปียงยางกับมอสโก
ความใกล้ชิดที่เพิ่มขึ้นกับรัสเซียนั้นได้สร้างความไม่สบายใจให้กับปักกิ่ง
หลังจากรัสเซียบุกยูเครน เกาหลีเหนือได้ขยายความร่วมมือทางทหารกับวลาดิเมียร์ ปูติน จนถึงขั้นลงนามสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันในระหว่างการเยือนกรุงเปียงยางของปูตินในปี 2024
จากการสืบสวนของบีบีซีพบว่ามีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในการรบเพื่อรัสเซียที่ต่อสู้กับยูเครนแล้วประมาณ 2,300 นาย
นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังถูกกล่าวหาว่าส่งกระสุนให้รัสเซียไปใช้ในสงคราม เพื่อแลกกับน้ำมันและความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สร้างความวิตกกังวลให้กับทั้งสหรัฐฯ และพันธมิตร และยังทำให้จีนถึงขั้นกระสับกระส่ายอยู่เงียบ ๆ
"จีนต้องการทำให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ของตนที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือได้รับการปกป้อง ในช่วงเวลาที่มอสโกและเปียงยางกำลังเข้าหากันอย่างรวดเร็ว" อังกิต ปันดา ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าว

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
จีนมีสนธิสัญญาป้องกันอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียว และนั่นคือสนธิสัญญากับเกาหลีเหนือ
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจีนจึงไม่น่าจะยินดีกับสถานการณ์ที่รัสเซียเข้ามาเป็นผู้มีอิทธิพลหลักเหนือรัฐบาลเกาหลีเหนือ เพราะการที่ คิม จอง-อึน มั่นใจในตัวเองมากขึ้นและพึ่งพาจีนน้อยลง ย่อมหมายถึงอำนาจต่อรองของจีนที่ลดน้อยลงตามไปด้วย
รัฐบาลกรุงปักกิ่งตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการพยายามกลับมาเริ่มความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง
เมื่อปลายปีที่แล้ว สี จิ้นผิง เชิญผู้นำเกาหลีเหนือมาร่วมชมพิธีสวนสนามทางทหารในกรุงปักกิ่ง โดยให้เขายืนเด่นอยู่เคียงข้างพร้อมกับปูติน
ครั้งนั้นนับเป็นการประชุมสุดยอดอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 6 ปี สี จิ้นผิง ยังยกย่องทั้งสองว่าเป็น "เพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี และสหายที่ดีที่ผูกพันกันด้วยชะตากรรมร่วม" และเรียกร้องให้มีการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
สิ่งที่น่าสังเกตคือในแถลงการณ์ต่อสาธารณะไม่มีการกล่าวถึงคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือแม้แต่คำเดียว
ลี ซองฮยอน นักวิชาการรับเชิญจากศูนย์เอเชีย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า รัฐบาลจีน "รู้สึกผสมปนเป" กันมาระยะหนึ่งแล้วเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียที่เติบโตขึ้น
ในทางหนึ่ง ความสัมพันธ์ดังกล่าว "ทำให้วอชิงตันวอกแวกและทำให้ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อจีนในทางอ้อม" ลี กล่าว
แต่เขาเสริมว่า การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียและเกาหลีเหนืออาจจุดชนวนให้สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตอบโต้ด้วยความร่วมมือทางทหารสามฝ่ายในชนิดที่เข้มแข็งขึ้น ซึ่งจะสร้างความกังวลให้กับปักกิ่ง
นั่นคือเหตุผลที่จีนไม่สนับสนุนโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างเปิดเผย เพราะจะยิ่งดึงสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคและกระชับพันธมิตรในพื้นที่นี้ให้แน่นแฟ้นขึ้น
ทว่าจีนก็ไม่ได้เผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน ในปี 2022 จีนและรัสเซียใช้สิทธิ์ยับยั้งมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจากการทดสอบขีปนาวุธ
หากจีนใช้จุดยืนที่แข็งกร้าวต่อโครงการนิวเคลียร์ของเปียงยาง "สิ่งนี้จะยิ่งผลักดันเกาหลีเหนือเข้าไปในอ้อมแขนของปูตินมากขึ้น" วิกเตอร์ ชา ประธานแผนกนโยบายต่างประเทศของศูนย์การศึกษาด้านยุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ กล่าว
พันธมิตรปฏิบัตินิยม
อย่างไรก็ดี คิม จอง-อึน ก็ไม่สามารถตีตัวออกห่างจากแหล่งทรัพยากรความช่วยเหลือที่ใหญ่ที่สุดของเขาไปได้เช่นกัน
เมื่อปีที่แล้ว การส่งออกของจีนไปยังเกาหลีเหนือพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปี และรถไฟโดยสารระหว่างปักกิ่งกับเปียงยางได้กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อต้นปีนี้ หลังหยุดชะงักไปนาน 6 ปี
นักวิเคราะห์ระบุว่านี่เป็นความพยายามที่คำนวณมาอย่างดีของรัฐบาลจีนเพื่อดึงเปียงยางกลับเข้ามาในวงโคจรของตน
สำหรับคิม มันคือทางเลือกแบบปฏิบัตินิยม (pragmatic choice) หากสงครามในยูเครนสิ้นสุดลง ความต้องการการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือของรัสเซียก็อาจลดลง ขณะที่ สี จิ้นผิง ยังคงต้อนรับผู้นำโลกมาเยือนปักกิ่งอยู่อย่างต่อเนื่องต่างจากปูตินที่ถูกโดดเดี่ยว
ดังนั้นคิมจึงต้องมั่นใจว่าเขาจะไม่ถูกทิ้งให้ต้องพึ่งพาพันธมิตรที่กำลังอ่อนแอลง

ที่มาของภาพ, Getty via KCNA
อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์นี้มีปัญหาตั้งแต่เริ่มแล้ว
คิม จอง-อึน สืบทอดอำนาจโดยมีเรื่องที่เขาลำดับความสำคัญแตกต่างไปจากบิดา ขณะที่คิม จอง-อิล เดินทางเยือนจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและพึ่งพาการสนับสนุนของปักกิ่ง แต่ลูกชายกลับเร่งขยายโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนืออย่างรวดเร็ว
ในช่วง 6 ปีแรกของการครองอำนาจ คิมกำกับดูแลการทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลประมาณ 90 ครั้งและการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ 4 ครั้ง ซึ่งมากกว่าการทดสอบในยุคของบิดาและปู่ของเขารวมกัน
สิ่งนี้สร้างความวิตกให้กับจีน และการประหารชีวิตจาง ซองแทก ลุงของคิมซึ่งจีนมองว่าเป็นบุคคลที่ช่วยรักษาเสถียรภาพ ยิ่งทำให้รอยร้าวลึกขึ้นไปอีก
สี จิ้นผิงตอบโต้ด้วยการส่งสัญญาณทางการทูตที่หาได้ยากเพื่อแสดงความไม่พอใจ เขาเดินทางเยือนเกาหลีใต้ในปี 2014 ก่อนที่จะได้พบกับคิมเป็นครั้งแรกเสียอีก นี่เป็นท่าทีที่ถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นการดูถูก
เกาหลีเหนือตอบโต้ด้วยการเรียกจีนว่า "คนทรยศและศัตรูของเรา"
จนกระทั่งเมื่อปี 2018 นี้เอง ที่มาตรการคว่ำบาตรเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์เริ่มส่งผลกระทบอย่างเจ็บปวด คิม จอง-อึน จึงเดินทางไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกดังที่ทราบกัน
เขาขึ้นรถไฟหุ้มเกราะและมุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง การพบกันครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับความสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง
คิมได้พบกับผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ในเวลาต่อมา แต่ทุกครั้งล้วนเกิดขึ้นหลังจากการปรึกษาหารือกับจีนก่อนเสมอ สารที่ส่งออกมานั้นชัดเจน คือเปียงยางจะไม่เจรจาโดยปราศจากการสนับสนุนของปักกิ่ง
ปัจจุบันเกาหลีเหนือทำหน้าที่เป็นทั้งกันชนและภาระของจีนในเวลาเดียวกัน พวกเขาช่วยยันกองกำลังสหรัฐฯ ไม่ให้เข้ามาใกล้จนเกินไป แต่การทดสอบอาวุธก็ทำให้ภูมิภาคไร้เสถียรภาพ
ไม่มีฝ่ายใดไว้วางใจอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ แต่ในตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่าตนต้องการอีกฝ่าย และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้การเจรจายังคงดำเนินต่อไป
รายงานเพิ่มเติมโดย เคลลี อึง






























