วัคซีนที่ออกแบบด้วยเอไอ "ครั้งแรกของโลก" จากนักวิจัยเคมบริดจ์ ถูกพัฒนาขึ้นได้อย่างไร

A laboratory setting with a person in a white lab coat working at a bench. The person is wearing protective gloves and a face mask while carefully using a pipette to transfer liquid into a small test tube. Several racks of test tubes with coloured liquids are arranged neatly on the work surface in the foreground. Scientific equipment and shelves are visible in the background, suggesting a clean and organised workspace

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, เจมส์ กัลลาเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เปิดเผยว่าได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) มาใช้พัฒนาวัคซีน "ชนิดพื้นฐานรูปแบบใหม่" ซึ่งอาจช่วยป้องกันไวรัสได้หลากหลายตัวและช่วยป้องกันการระบาดใหญ่ได้

ทีมงานจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่องค์ประกอบสำคัญของวัคซีนถูกออกแบบด้วยเอไอทั้งหมด แล้วนำไปทดลองในมนุษย์

วัคซีนนี้ถูกออกแบบให้ใช้กับโคโรนาไวรัสทุกชนิดซึ่งรวมถึงโควิดทุกสายพันธุ์ และไวรัสที่ติดเชื้อในสัตว์ซึ่งมีศักยภาพจะก่อให้เกิดการระบาดใหญ่ครั้งถัดไปได้

งานวิจัยนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ทีมงานกำลังพัฒนาวัคซีนอีกชนิดแยกออกไปต่างหาก ซึ่งอาจช่วยรับมือกับไข้หวัดใหญ่และโรคอีโบลาได้แล้ว

วัคซีนช่วยสอนให้ร่างกายของเรารู้จักตรวจจับการติดเชื้อเพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อสู้กับเชื้อโรคเหล่านั้น แต่ไวรัสบางชนิดมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือกลายพันธุ์ ทำให้วัคซีนล้าสมัยได้อย่างรวดเร็ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจำเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาวัคซีนโควิดและไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่เป็นประจำ

"เรามักจะตามหลังอยู่เสมอ" ศ.โจนาธาน ฮีนีย์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าว พร้อมกับเสริมว่า "สิ่งที่เราพยายามทำคือการก้าวนำหน้า" และก้าวนำไปไกลพอที่จะสามารถป้องกันการระบาดครั้งใหม่หรือการระบาดใหญ่ได้

The image shows a healthcare setting where a medical professional is administering an injection to another person’s upper arm. The medical professional is wearing a blue uniform, a face mask, and holding a syringe carefully while preparing or delivering the shot. The seated individual has their sleeve slightly pulled up to expose the upper arm for the injection. The background appears softly blurred, with other people and elements suggesting a busy clinic or vaccination site.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, วัคซีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในช่วงการระบาดใหญ่ แต่มันจำเป็นต้องคิดค้นขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้นและพัฒนาให้ตามทันไวรัสที่กลายพันธุ์

วัคซีนจากเอไอทำงานอย่างไร

โดยปกติแล้ววัคซีนจะถูกออกแบบโดยอาศัยสายพันธุ์ของไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในปัจจุบัน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นำรหัสพันธุกรรมที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วจากโคโรนาไวรัสหลากหลายชนิดที่ถูกบันทึกไว้โดยโครงการเฝ้าระวังที่ตามหาไวรัสซึ่งมีหน้าที่ค้นหาไวรัสที่อาจเป็นภัยคุกคามในอนาคต โดยรหัสพันธุกรรมเหล่านี้เปรียบเสมือนคู่มือคำสั่งของสิ่งมีชีวิต

รหัสพันธุกรรมเหล่านี้จะถูกวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ จากนั้นระบบจะออกแบบ "ซูเปอร์แอนติเจน" (super-antigen) ที่สามารถฝึกระบบภูมิคุ้มกันในลักษณะที่ทำให้เกิดการป้องกันต่อไวรัสทั้งตระกูล แม้ว่าไวรัสจะกลายพันธุ์หรือเกิดการติดเชื้อจากสัตว์สู่คนครั้งใหม่ก็ตาม

แอนติเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญของวัคซีน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันเรียนรู้ว่าจะโจมตีสิ่งแปลกปลอมอย่างไร

ศ.ฮีนีย์ จากเคมบริดจ์ กล่าวว่านี่เป็นครั้งแรกที่แอนติเจนที่ออกแบบโดยเอไอถูกนำไปทดลองในมนุษย์ เขากล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ "ทำให้พวกเราทุกคนประหลาดใจ" และ "น่าทึ่งที่เราสามารถใช้มันเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติได้"

ศ.ฮีนีย์ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีนิวส์ว่า "นี่คือการสร้างวัคซีนที่ปกป้องเรา ไม่ใช่แค่จากไวรัสในปัจจุบัน แต่ยังปกป้องเราจากสิ่งที่จะก่อให้เกิดการระบาดหรือโรคครั้งต่อไป"

"นี่คือการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานครั้งใหญ่ของวิธีที่เราเตรียมการรับมือกับการระบาดใหญ่"

The image shows several bats hanging upside down from the rough, textured ceiling of a cave. The bats are clustered closely together, with their wings folded tightly around their bodies as they rest. The rocky surface above them appears uneven and natural, with earthy tones of brown and tan. Soft, diffused lighting highlights the details of the bats’ wings and fur while leaving parts of the background in shadow. The overall scene conveys a quiet, sheltered environment typical of a cave habitat.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ค้างคาวเป็นต้นตอของเชื้อโคโรนาไวรัส

การทดลองในอาสาสมัคร 39 ราย ถูกออกแบบมาเพื่อประเมินว่าวัคซีนลักษณะนี้มีความปลอดภัยหรือไม่ ส่วนการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งซึ่งมีผู้เข้าร่วมราว 200 ราย จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้นว่าวัคซีนสามารถฝึกระบบภูมิคุ้มกันได้ดีเพียงใด

ผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารด้านการติดเชื้อ (Journal of Infection) ระบุว่าผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับ "ปานกลาง" แต่ผลลัพธ์นี้ก็สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก

ศ.ซอล เฟาสต์ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการทดลองบางส่วนที่มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน บอกว่าการออกแบบด้วยเอไอ "มีศักยภาพอย่างแน่นอน" และ "น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง"

เขากล่าวกับบีบีซีว่า "สิ่งที่น่าสนใจอย่างแท้จริงคือ เทคโนโลยีนี้มีความสามารถในการออกแบบวัคซีนสำหรับการระบาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นได้ดีกว่ามาก ขณะที่ไวรัสกำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ"

ทีมงานจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กำลังดำเนินการวิจัยในสัตว์เพื่อพัฒนาวัคซีน 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลแบบครอบคลุมทุกสายพันธุ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับปรุงตัววัคซีนทุกปี และวัคซีนไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1 (H5N1) เพื่อเตรียมไว้สำหรับกรณีที่ไวรัสซึ่งกำลังสร้างความเสียหายต่อประชากรนกในปัจจุบัน กลายเป็นการระบาดใหญ่ในหมู่มนุษย์

นอกจากนี้ พวกเขากำลังศึกษาวัคซีนสำหรับไข้เลือดออกที่เกิดจากไวรัส รวมถึงเชื้ออีโบลาด้วย ซึ่งกำลังระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และเป็นเชื้อไวรัสที่ยังไม่มีการพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเพื่อใช้กับโรคนี้ในตอนนี้

ศ.แอนดี พอลลาร์ด ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัคซีนออกซ์ฟอร์ด ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานศึกษานี้ บอกว่าแนวทางดังกล่าวกำลังก่อให้เกิดหลักฐานที่น่าสนใจจากการวิจัยในสัตว์

เขาบอกกับบีบีซีนิวส์ว่า "นี่เป็นข้อมูลที่น่าทึ่ง และผู้คนคงไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะสามารถกระตุ้นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันเช่นนี้ได้"

เขากล่าวว่าการทดสอบที่แท้จริงคือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในการทดลองในมนุษย์ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์แตกต่างจากหนูทดลอง เพราะภูมิคุ้มกันมนุษย์ถูกหล่อหลอมด้วยการติดเชื้อเป็นระยะเวลาหลายปี

ในภาพรวมแล้ว เขาบอกว่าปัญญาประดิษฐ์จะเป็น "ตัวเปลี่ยนเกม" สำหรับการวิจัยวัคซีน และเครื่องมือเอไอมีศักยภาพในการคาดการณ์ว่าระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองต่อวัคซีนอย่างไร ทำให้การพัฒนาเป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมันจะ "ช่วยชีวิตผู้คน"

ด้าน ศ.มาเรียน ไนต์ ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยด้านสุขภาพและการดูแลแห่งชาติ กล่าวว่า "ความสำเร็จอันโดดเด่นของการทดลอง 'ซูเปอร์แอนติเจน' ที่ออกแบบด้วยเอไอครั้งนี้ ถือเป็นก้าวกระโดดสำคัญในความสามารถของเรา สำหรับการป้องกันไวรัสในวงกว้างอย่างยั่งยืน"