กัมพูชาเผยได้แจ้งไทย-ยูเอ็นเพื่อเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ กรณีพื้นที่ OCA ในทะเลแล้ว

.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 3 นาที

ทางการกัมพูชาเปิดเผยวันนี้ (2 มิ.ย.) ว่าได้เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) อย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้ายุติข้อพิพาทกับไทยในกรณีพื้นที่อ้างสิทธิ์ไหล่ทวีปทับซ้อนในอ่าวไทยแล้ว

นอกจากทางการกัมพูชาจะมีจดหมายข่าวที่ทางการกัมพูชาแจ้งให้สื่อมวลชนทราบ ในเฟซบุ๊กของสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชายังออกแถลงการณ์ ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS) แล้ว

"เราได้ดำเนินการขั้นตอนนี้เพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ" สมเด็จฮุน มาเนต กล่าว

ในแถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุถึงกรณีก่อนหน้านี้ที่เคยมีการใช้กระบวนการนี้เพื่อยุติข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลียจนสามารถบรรลุข้อยุติได้ในปี 2018

"ด้วยการริเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอนุสัญญากฎหมายแห่งสหประชาชาติ กัมพูชาหวังที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของกฎหมายระหว่างประเทศและการระงับข้อพิพาทอย่างสันติอีกครั้ง" สมเด็จฮุน มาเนต ระบุ

นายปรัก โสภณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชาระบุว่า กัมพูชาได้แต่งตั้งคณะกรรมการประนอมขึ้นมา 2 คนด้วยกัน ได้แก่ นายปีเตอร์ ทักโซ-เยนเซน โซ เอกอัครราชทูตเดนมาร์ก ซึ่งเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการการประนอมระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย

อีกคนหนึ่ง คือ ศ.ฌอง-มาร์ค ทูเวนิน นักกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศแห่งกรุงเฮก

สำหรับกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้นเป็นกลไกระงับข้อพิพาทรูปแบบหนึ่งตามกฎหมาย UNCLOS ซึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเริ่มกระบวนการได้แม้อีกฝ่ายไม่ยินยอม

ในกระบวนการดังกล่าวจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 5 คน จากฝ่ายไทย 2 คน ฝ่ายกัมพูชา 2 คน เพื่อไปร่วมเลือกประธานกรรมการอีก 1 คน รวมกันเป็น 5 คน

หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือ รับฟังข้อโต้แย้งของทั้งสองฝ่าย รวมถึงพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ เพื่อเสนอแนวทางยุติข้อพิพาทที่มีต่อกัน

ในจดหมายข่าวของทางการกัมพูชาระบุว่าไทยมีเวลา 21 วัน เพื่อแต่งตั้งกรรมการประนอมฝ่ายตน

กัมพูชาและไทยมีข้อพิพาทเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ไหล่ทวีปทับซ้อนกันมานานกว่า 25 ปี ซึ่งเรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่าพื้นที่ทับซ้อนหรือ "โอซีเอ" (Overlapping Claim Area - OCA)

ประเมินว่ามีก๊าซธรรมชาติประมาณ 11-12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตและปิโตรเลียมราว 700 ล้านบาร์เรล มูลค่าประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.6 ล้านล้านบาท) อยู่ใต้พื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าการสำรวจทรัพยากรเหล่านี้จะช่วยบรรเทาวิกฤตพลังงานระดับภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระดับโลกอยู่ในขณะนี้

การมุ่งสู่กระบวนการภายใต้กฎหมาย UNCLOS เกิดขึ้นภายหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยเห็นชอบยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือเอ็มโอยู 44 (MOU 44) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ซึ่งทางกัมพูชาเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่าเอ็มโอยู 2001 (MOU 2001)

การตัดสินใจบันทึกทำความเข้าใจฯ ซึ่งใช้มากกว่า 20 ปี เกิดขึ้นหลังสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มีมติเห็นชอบให้ยกเลิก โดยทาง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจง 3 เหตุผลว่าตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา มีการเจรจาเพียง 5 ครั้ง แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตาม MOU 44 ได้เลย นอกจาก MOU 44 "จะไม่สร้างประโยชน์" แล้ว ยังทำให้เกิดข้อพิพาทและความหวาดระแวงระหว่างสองประเทศ จึงจำเป็นต้องวางกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อลดความขัดแย้งและเปิดทางให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันได้จริง

น.ส.รัชดา เคยบอกว่าไทยพร้อมใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea-UNCLOS) แทน MOU 44 ที่ยกเลิกไป โดยถือว่าเป็น "การปรับกรอบความร่วมมือ" ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายสากล เพื่อ "ยกระดับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ"