You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"ถ้าขาดน้ำ ทุกคนก็ขาดใจ" ความอยู่รอดของชาวสวนทุเรียน เมื่อแทบจะ "ตีกันตาย" แย่งน้ำกันเองยามแล้ง
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 12 นาที
อีกเพียงสองเดือนเท่านั้น ทุเรียนใน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี จะถึงกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งออก
ปลายเดือน เม.ย. บีบีซีไทยลงพื้นที่บ้านเขาหักพัฒนา หมู่ที่ 13 ตำบลโป่งน้ำร้อน ทุเรียนในสวนของวินัย ถาวรยิ่ง กำลังอยู่ในช่วงสำคัญที่ต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงเพื่อให้ได้ขนาดและรูปทรงตามมาตรฐานการส่งออก
แต่หากย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปีมานี้ สัญญาณของความแล้งที่เกิดมาอย่างต่อเนื่องในพื้นปลูกทุเรียนแห่งนี้ ทำให้ความหวังของเกษตรกรอย่างวินัยสั่นคลอน
"ถ้าไม่แล้งทุเรียนลูกแบบนี้จะขึ้นพูเต็มสี่พู สวยและส่งออกได้" วินัย เกษตรกรชาวสวนทุเรียนใน อ.โป่งน้ำร้อน กล่าวกับบีบีซีไทยเมื่อ 27 เม.ย. พร้อมพาดูผลผลิตในสวนก่อนจะชี้ไปที่ทุเรียนลูกหนึ่งที่วินัยเชื่อว่าเสี่ยงจะไม่ได้มาตรฐาน
"แต่ถ้ามันแล้งมันจะมีลูกงออย่างนี้ครับ ที่ว่าส่งออกไม่ได้"
ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ชาวสวนทุเรียนใน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ทำให้พวกเขาเกิดความกังวลว่าผลผลิตที่กำลังจะได้ในฤดูกาลนี้จะตอบแทนต้นทุนทางเศรษฐกิจที่พวกเขาทุ่มลงไปหรือไม่
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ในชุมชนก็เริ่มตึงเครียดจากทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด จนวินัยกล่าวว่ามีคนในหมู่บ้านไม่เพียงลำบาก แต่ยัง "ทะเลาะกัน ตีกัน น้ำตาตก"
บีบีซีไทยสำรวจผลกระทบของภาวะแล้งที่มีผลต่อเกษตกรผู้ปลูกผลไม้เศรษฐกิจขึ้นชื่อของไทยในพื้นที่ ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ผ่านมุมมองคนในพื้นที่ นักวิชาการน้ำ และสมาคมทุเรียนไทย ในฤดูผลิตปี 2569
ฝนขาดช่วงในเวลาสำคัญที่ทุเรียนกำลัง "เบ่งพู"
พื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี นับเป็นหนึ่งในแหล่งผลิต "ทุเรียนตะวันออก" ของไทย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ผลิตทุเรียนสูงถึง 50% ของทั้งประเทศ ตามข้อมูลที่นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทยระบุกับบีบีซีไทย
ทวี จีนห้วยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านบ้านเขาหักพัฒนา ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยในวันเดียวกันว่า หมู่บ้านของเขามีพื้นที่ราว 6.9 ตารางกิโลเมตร และกว่า 90% ถูกใช้เป็นพื้นที่ปลูกสวนทุเรียนทั้งสิ้น
หมู่บ้านของเขาตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของคลองโป่งน้ำร้อน ซึ่งเป็นลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำโตนเลสาบ และมีเส้นทางน้ำไหลข้ามพรมแดนสู่กัมพูชา
ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของพื้นที่แห่งนี้ ทว่าพืชชนิดนี้ต้องการน้ำมหาศาลเพื่อหล่อเลี้ยงผลให้เติบโตได้รูปทรงตามมาตรฐานส่งออก กฤติเดช นายกสมาคมทุเรียนไทย ระบุว่าในขั้นตอนการปลูกทุเรียนมีช่วงเวลาสำคัญที่ทุเรียนกำลัง "เบ่งพู" หรือผลิตเนื้อทุเรียน นับเป็นช่วงที่ชาวสวนมักจะต้องให้น้ำในปริมาณมากเป็นพิเศษ
ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อทุเรียนในช่วง "เบ่งพู" เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่เกิดภาวะฝนขาดช่วงจนเสี่ยงได้รับน้ำไม่เพียงพออย่างที่เกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา
"ถ้าเราให้น้ำไม่เพียงพอ ประกอบร่วมด้วยกับเรื่องของอากาศที่ค่อนข้างร้อน ก็จะทำให้การเจริญเติบโต การขยายลูก การเบ่งพูของทุเรียนเป็นไปได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตได้ขนาดและรูปทรงที่ไม่ดีจนตกเกรด" นายกสมาคมทุเรียนไทยกล่าว
จากความเห็นของ กฤติเดช เขามองว่าพื้นที่ ต.โป่งน้ำร้อน ใน อ.โป่งน้ำร้อน ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่กำลังพบความเสี่ยงนี้จากภาวะน้ำจากคลองธรรมชาติไม่เพียงพอและเป็นพื้นที่ "อับฝน"
ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่าหากพิจารณาปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปีแล้ว พื้นที่ลุ่มน้ำโตนเลสาบมีปริมาณฝนตกชุกไม่ห่างจากค่าเฉลี่ยของประเทศ
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนจากสถานีวัดปริมาณน้ำฝนประจำเทศบาลตำบลโป่งน้ำร้อน ที่วัดปริมาณน้ำฝนสะสมตลอดปี 2568 ได้ 1,410 มม. เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศที่มีปริมาณน้ำเฉลี่ย 40 ปีซึ่งเป็นเกณฑ์กลางในการเทียบเคียงปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 1,500 มม.
อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ณัฐ ชี้ว่าภูมิประเทศของพื้นที่นี้ที่มีลักษณะเป็นต้นน้ำทำให้ปริมาณน้ำลดลงอย่่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
"ลักษณะของพื้นที่ต้นน้ำทำให้เมื่อต้นฤดูฝนเกิดฝนทิ้งช่วง ประกอบกับอากาศร้อนจัด น้ำในลำน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็ว และแม้ฝนจะเริ่มตกก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าน้ำจะกลับมา" ผศ.ดร.ณัฐ ระบุ
ผู้นำชุมชนใน ต.โป่งน้ำร้อน ยืนยันว่าฝนทิ้งช่วงไม่ใช่เรื่องใหม่ในพื้นที่ อย่างไรก็ดี ในวิถีตามปกติเมื่อฝนขาดช่วง เกษตรกรยังอยู่ได้ด้วยการบริหารจัดการน้ำ โดยมีการจัดการประชุมเพื่อลงมติและกำหนดกติกาการใช้น้ำร่วมกัน มีการแบ่งพื้นที่เป็นโซน และกำหนดเวลาการสูบน้ำอย่างเป็นระบบ เริ่มจากโซนล่าง โซนกลาง และโซนบน พร้อมทั้งกำหนดเวลาหยุดสูบในตอนเย็นเพื่อให้กระแสน้ำไหลมาทดแทนในเวลากลางคืน
"[มีการ] จัดเวรให้ใครจะดูดก่อน-หลัง โซนล่างดูดก่อน แล้วตามด้วยโซนกลาง แล้วก็โซนบนสุดท้ายที่จะเริ่มดูดในการต่อไป..." ทวี ผู้ใหญ่บ้านบ้านเขาหักพัฒนาใน ต.โป่งน้ำร้อน แจกแจง
ทวีระบุว่ามาตรการนี้ใช้กันมาจนกลายเป็นสัญญาประชาคมในชุมชน และหากมีช่วงขาดน้ำจริง ๆ หลังจากใช้มาตรการนี้แล้วจึงจะมีการแก้ปัญหาด้วยการซื้อน้ำรดทุเรียนเสริมเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง
อย่างไรก็ดี เกษตรกรในพื้นที่ระบุว่าปัญหาฝนทิ้งช่วงจนเกิดความแล้งในปีนี้แตกต่างออกไปจากที่พวกเขาเคยพบเจอมา
ทรัพยากรน้ำลดลง ความต้องการน้ำสูงขึ้น
ขณะที่บีบีซีไทยลงพื้นที่ ต.โป่งน้ำร้อน ในช่วงเที่ยงวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา ฝนไม่ตกในพื้นที่มากว่า 3 สัปดาห์ติดต่อกัน วินัย ระบุกับบีบีซีไทยว่าวิกฤตภัยแล้งปีนี้มาเร็วกว่าปกติ
"เดือน มี.ค. ประมาณวันที่ 26-27 มีปัญหาเรื่องน้ำแล้วครับ... เนื่องจากว่าน้ำคลองไม่ไหลมา ไม่พอสูบใช้กันในสวน" วินัยเล่า
สอดคล้องกับข้อมูลของนายแอ๊ะ ลูกจ้างสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่หมู่ 13 ซึ่งขอสงวนชื่อจริงเพื่อความเป็นส่วนตัว เขาเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเมื่อย่างเข้าสู่เดือน มี.ค. น้ำในคลองธรรมชาติเริ่มน้อยลงจนสังเกตได้
"น้ำ [ในคลอง] จากปกติที่เคยไหลขนาดนี้" เขาแสดงท่าทางระดับน้ำบริเวณสะโพก "เหลืออยู่แค่ฝ่ามือเดียวไหลบนพื้นปีนี้เตรียมตัวไว้ให้ดีครับ แล้งแน่ ๆ แล้งจริง ๆ "
ข้อมูลจากสถานีตรวจวัดน้ำฝนบ้านเครือหวาย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ต้นน้ำในพื้นที่ ต.โป่งน้ำร้อน สะท้อนให้เห็นว่าช่วงสามเดือนแรกของปี 2569 มีปริมาณน้ำฝนสะสมเพียงราว 10 มิลลิเมตร
ปริมาณดังกล่าวน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ราว 21 มิลลิเมตร หรือลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง และยังต่ำกว่าปี 2566 ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนราว 26 มิลลิเมตรอีกด้วย
ขณะที่ปี 2567 นั้นเกษตรกรกล่าวว่าเป็นปีล่าสุดที่เกิดภาวะแล้งคล้ายปีนี้ สอดคล้องกับสถานการณ์เอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนั้น ซึ่งสถาบันวิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการผลิตทุเรียนทั่วประเทศลดลง 18%
สำหรับปีนี้ ทวี ผู้ใหญ่บ้านบ้านเขาหักพัฒนาใน ต.โป่งน้ำร้อน ระบุว่าจุดวิกฤตที่สุดจุดหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.
"น้ำตามลำคลองแห้งขอดตามจุดต่าง ๆ ตั้งแต่โซนบนจนถึงโซนล่าง" ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาต้องใช้มาตรการฉุกเฉินด้วยการสั่งระงับการสูบน้ำของลูกบ้านเป็นเวลานานถึง 36 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำสะสมและสามารถปล่อยให้มวลน้ำไหลไปหล่อเลี้ยงเกษตรกรในเขตปลายน้ำได้
อย่างไรก็ดี ด้วยธรรมชาติของลำน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้มาตรการดังกล่าวไม่สามารถทำให้ทุกครัวเรือนได้รับประโยชน์จากน้ำอย่างเท่าเทียมกัน
สำหรับเกษตรกรแล้ว น้ำถือเป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายว่ารายได้ของเกษตรกรจะคุ้มทุนหรือไม่
วินัยยกตัวอย่างว่าสวนขนาด 8 ไร่ของเขาสามารถทำเงินได้สูงถึง 4.7 ล้านบาทต่อปี การลงทุนในแต่ละฤดูกาลจึงเป็นการลงทุนในระดับหลักแสนถึงหลักล้านบาทเพื่อเดิมพันกับผลผลิต
เขาระบุว่าการจะได้รายได้ที่คาดหวังนั้นจำเป็นต้องผ่านมาตรฐานที่เข้มงวดของตลาดส่งออก
"เวลาทำทุเรียนนี่ต้องทำเล็งเกรดส่งออก... เพราะว่าจริง ๆ แล้วในประเทศเรามีการกินค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่ทุเรียนจะทำส่งออก 95%"
ขณะเดียวกันสมาคมทุเรียนไทยชี้ว่ากฎเกณฑ์ของทุเรียนส่งออก ได้แก่ การที่ทุเรียนต้องมีระยะเวลา 120 วันนับจากวันที่เริ่มปรากฏก้านในลักษณะ "หางแย้" จนถึงวันตัด และต้องมีเปอร์เซ็นต์แป้งขั้นต่ำที่ 30% สำหรับพันธุ์หมอนทอง
"ถ้ารดน้ำไม่ถึง ทรงมันไม่ได้ พอทรงไม่ได้พูไม่เต็ม หมายถึงว่าเนื้อไม่เต็มพู การส่งออกเขาไม่เอา" วินัยอธิบาย และชี้ว่าหาก "ทุเรียนตกเกรด" ผลที่ตามมาคือ ราคาที่ดิ่งลงกว่าครึ่ง จาก 140 บาท เหลือเพียง 70 บาทต่อกิโลกรัม
"หมายถึงผลกำไรเราหายไปเกินครึ่ง ดีไม่ดีก็ขาดทุนได้" เกษตรกรปลูกทุเรียนในจันทบุรีสรุป
ต้องซื้อน้ำ-แย่งน้ำกันเอง เพื่อให้ได้ทุเรียนเกรดส่งออก
เพื่อรักษาทุเรียนให้ได้คุณภาพ "เกรดส่งออก" ชาวสวนในพื้นที่เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าคนในชุมชนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลผลิต โดยเฉพาะการจัดการน้ำ
"ตอนนี้น้ำสำคัญที่สุดครับ ปัจจัยหลักเลย คือถ้าน้ำขาด ทุกคนก็ขาดใจหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ" แอ๊ะ ลูกจ้างสวนทุเรียนกล่าว พร้อมกับยอมรับว่าสวนที่เขาทำงานอยู่นั้นยังสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้บางส่วน ขณะที่สวนของเกษตรกรที่อยู่ไกลออกไปอาจเข้าไม่ถึงน้ำจากลำคลองธรรมชาติเลย
นอกจากนี้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำยังทวีความรุนแรงเมื่อสมาชิกในชุมชนไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วม ลูกจ้างสวนทุเรียนรายนี้สะท้อนตัวอย่างว่า "บางสวนเขาก็ทำตาม บางสวนเขาก็ไม่ทำตาม... มันก็ต้องดูสถานการณ์กันไป แต่อย่างบางครั้งบางทีก็น่าจะแบ่งเบาให้กันและกันบ้าง"
ทวี ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านยืนยันตรงกันในข้อนี้ หลายครั้งเขาได้รับข้อร้องเรียนจากเจ้าของสวนที่อยู่ห่างจากต้นน้ำที่กล่าวหาว่า "โซนบน" หรือสวนที่อยู่ใกล้ต้นน้ำมากกว่าปล่อยน้ำลงมาไม่ถึง
"บางคนก็ไม่ฟังในการบริหารจัดการของผู้นำหมู่บ้าน บางคนก็ลักดูดในเวลาที่ไม่ถึงเวลาที่กำหนดให้ดูด อย่างโซนบนให้ดูดทีหลังเขาก็มาลักดูดแต่เช้ามืด ก็มีเคสแบบนี้ ที่ผู้นำหมู่บ้านรู้สึกปวดหัวมาก"
เจ้าของสวนทุเรียนอย่างวินัย ยังบรรยายความขัดแย้งในชุมชนที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำว่า "ตีกันตาย" เขาเสริมว่า "เรื่องสูบน้ำมีปากมีเสียงกันจริง บางทีเพื่อนบ้านก็เริ่มมองหน้ากันไม่ติด แต่ก็ให้ผู้ใหญ่บ้านเคลียร์"
ขณะลงพื้นที่ บีบีซีไทยยังพบเห็นรถบรรทุกน้ำวิ่งบนถนนในชุมชนขวักไขว่
ราคาของน้ำพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการ วินัยคำนวณต้นทุนจากประสบการณ์ และชี้ว่ารถบรรทุกน้ำขนาด 6 ล้อ คิดค่าบริการเที่ยวละราว 3,700 บาท ขณะที่รถ 10 ล้อ ราคาพุ่งไปถึง 5,000 กว่าบาทต่อเที่ยว สำหรับแปลงที่มีขนาดเนื้อที่มากบางแปลงก็มีค่าใช้จ่ายในการรดน้ำสวนทุเรียนพุ่งสูงถึง 120,000 บาทต่อการรดน้ำเพียงหนึ่งรอบ
ขณะที่สวนทุเรียนที่ แอ๊ะ เป็นลูกจ้าง เขาประเมินว่าหากฝนไม่ตกเลยในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าต้นทุนค่าซื้อน้ำรวมตลอดเดือนของสวนที่เขาดูแลอาจพุ่งสูงตั้งแต่ 500,000-1,000,000 บาท เพื่อประคองทุเรียนให้รอดไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงต้นเดือน มิ.ย. โดยอาจแปรผันตามความแห้งของอากาศในช่วงเดือน พ.ค.
แม้จะเป็นต้นทุนมหาศาล วินัยอธิบายว่า เกษตรกรมักยอมแบกรับต้นทุนนี้โดยเชื่อว่าเป็นการทุ่มสุดตัวที่คุ้มค่า
"ถ้าเราลงทุนซื้อน้ำไป อย่างสมมติว่าที่ 10 ไร่ เราขายได้สัก 2-3 ล้าน เราลงทุนซื้อน้ำไป 4-5 แสน เรายังมีเหลือให้ใช้ แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ ไม่มีโอกาสได้ใช้" วินัยกล่าวกับบีบีซีไทย
"คนที่เดือดร้อนมีเงินซื้อน้ำไหม มี ไม่เดือดร้อนครับ ซื้อได้... แต่ถ้าคนทุนน้อยนี่เป็นหนี้เป็นสินครับ" เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนรายนี้ระบุ
อย่างไรก็ดี เขายังมีความกังวลว่าหากฝนยังคงทิ้งช่วงยาว ในอนาคตยังอาจเกิดปัญหาว่าแม้จะมีเงินซื้อน้ำ แต่แหล่งน้ำที่จะไปสูบมาขายก็กำลังเหือดแห้งเช่นกัน
วินัยเปิดเผยข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจของตนเองว่าสระน้ำบาดาลสระหนึ่งที่เปิดให้บริการเพื่อบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนน้ำในชุมชน ต.โป่งน้ำร้อนเป็นหลักนั้นมีขนาด 12 ไร่ ความลึกเกือบ 20 เมตร ปัจจุบันมีน้ำร่อยหรอโดยคาดว่าแหล่งน้ำที่เหลืออยู่จะสามารถรองรับการสูบขายได้อีกเพียงเดือนเศษเท่านั้น
เมื่อสอบถามถึงฉากทัศน์สุดท้ายที่อาจเกิดขึ้นหากฝนยังคงขาดช่วงต่อไป วินัยอธิบายว่าหากไม่มีน้ำเหลือ เกษตรกรมีทางเลือกสุดท้ายคือการต้องตัดลูกทุเรียนอ่อนทิ้งเพื่อรักษาต้นทุเรียนเอาไว้ เนื่องจากหากปล่อยให้ต้นทุเรียนแห้งตาย การปลูกใหม่จะต้องใช้เวลาถึง 4 ปีกว่าจะเริ่มให้ผลผลิต ซึ่งหมายถึงการสูญเสียเงินลงทุนทั้งค่าน้ำ ค่าปุ๋ย และค่ายาไปทั้งหมด
"ถ้าไม่มี [น้ำ] ให้ซื้อก็ต้องยอมตัดลูกทิ้ง... ถ้าเราตัดลูกทิ้งปีนี้ ปีหน้าฝนดีน้ำดี ปีต่อไปเรายังได้ขาย" วินัยอธิบาย "แต่ถ้าเราปล่อยให้ต้น [ทุเรียน] ตายเนี่ย [แล้ว]เราปลูกเริ่มต้นชีวิตใหม่... กว่าจะติดลูกใช้เวลาถึง 4 ปี"
เขาระบุว่าการปล่อยให้ต้นทุเรียนแห้งตายเกิดขึ้นแล้วในพื้นที่หมู่ 3 ในตำบลเดียวกันซึ่งขาดแคลนทั้งน้ำบาดาลและน้ำประปา ส่งผลให้เกษตรกรบางรายต้องปล่อยให้ต้นทุเรียนแห้งตายไป "กลุ่มนี้เลือดตาแทบกระเด็นเลยนะ"
กระทบรายย่อยที่ผลิตเพื่อส่งออก
ตัวเลขปริมาณการส่งออกทุเรียนปีที่ผ่านมา (2568) จากสมาคมทุเรียนไทยระบุว่า จ.จันทบุรี เพียงจังหวัดเดียวส่งออกทุเรียนถึงประมาณ 27,000–28,000 เที่ยวการขนส่ง (shipment) ขณะที่สัดส่วนอีก 50% มาจากพื้นที่ภาคใต้
"ถ้าเราพูดถึงปริมาณทุเรียนที่จะกระทบต่อการส่งออกโดยมีปัจจัยด้านธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้ได้รับผลกระทบโดยตรงแน่ ๆ" กฤติเดช นายกสมาคมทุเรียนไทยระบุ โดยเสริมว่าแม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเลขการส่งออกอย่างชัดเจนเพราะมีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างต่อเนื่อง แต่ก็หมายถึงเกษตรกรรายย่อยไม่ได้ผลผลิตเต็มศักยภาพตามที่คาดหวังไว้
กฤติเดชยังระบุว่าในมุมมองของผู้รับซื้อเพื่อการส่งออกหรือ "ล้ง" ปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนที่รับซื้อเหมาสวนซึ่งมีความเข้มงวดด้านขนาดและน้ำหนักเป็นอย่างมาก
กระบวนการคัดทุเรียนของล้งนั้นจะคัดทุเรียนออกเป็นเกรดเอ บี และซี ผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานจะถูกคัดออกเป็นเกรดซี ซึ่งไม่สามารถบรรจุลงกล่องเพื่อส่งออกได้ โดยกฤติเดชระบุว่าทุเรียนที่ตกเกรดหากบรรจุลงกล่องไปจะทำให้ "หน้าตาของแบรนด์ก็จะไม่ดี"
ในแง่ของมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทุเรียนเกรดเอและบีสามารถส่งออกได้ในราคาประมาณ 125 บาทต่อกิโลกรัม หากตกเป็นเบอร์ซีราคาจะลดลงเหลือ 85-90 บาท การที่มีทุเรียนตกเกรดในสัดส่วนที่สูงขึ้น อาจทำให้รายได้จากการส่งออกหดหายไปกว่าครึ่ง ขณะเดียวกันผลผลิตเหล่านี้ยังจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะล้นตลาด
ประเด็นนี้สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ที่ระบุผ่านเพจเฟซบุ๊กทางการว่า แม้เป็นที่คาดการณ์ว่าผลผลิตทุเรียนสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 33% อย่างไรก็ดี ภาวะแล้งจัดที่เกิดขึ้นจะทำให้ "ทุเรียนลูกเล็กหรือตกเกรดจะมีจำนวนมากขึ้น" จึงทำให้ตลาดทุเรียนไทยในปีนี้เสี่ยงพบกับภาวะการกดราคา
เธอระบุเพิ่มเติมในโพสต์เดียวกันว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายทุเรียนลูกเล็กด้วยชื่อเรียกว่า "ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว" เพื่อเตรียมแก้ปัญหาราคาตกต่ำที่อาจเกิดขึ้น
ผลจากความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ?
ทวี จีนห้วยแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 13 ใน ต.โป่งน้ำร้อน ระบุว่าความหวังของเกษตรกรในวันนี้คือหล่อเลี้ยงสวนทุเรียนของตนให้ดี แล้วหวังให้ฝนตกลงมาตามฤดูกาลตั้งแต่ช่วงวันที่ 7 มิ.ย. เป็นต้นไปตามพยากรณ์อากาศ เพื่อประคองให้ทั้งต้นทุเรียนและเกษตรกรสามารถอยู่รอดต่อไปได้
นอกเหนือจากการรอคอยธรรมชาติ ความหวังระยะยาวของชุมชนคือการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเขาและตัวแทนชุมชนได้เสนอโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำไปยังรัฐบาล ผ่านกรมชลประทานภาค 9 แล้ว
"ถ้าสร้าง [อ่างเก็บน้ำ] อยู่ตอนบนของหัวคลองโป่งน้ำร้อน จะได้กระจายหลายตำบล กระจายหลายหมู่บ้าน ซึ่งน้ำจะเพียงพอต่อภาคการเกษตรเลยครับ นี่คือความหวัง [ที่คนในพื้นที่มี] จากส่วนราชการที่จะดำเนินการในจุดที่เขาได้ลงมาสำรวจ" ผู้นำชุมชนตั้งความหวัง
ในระหว่างที่รอการจัดสรรงบประมาณ ชุมชนพยายามดิ้นรนด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำตามโครงการพระราชดำริบริเวณป่าต้นน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำให้ได้นานที่สุด แม้จะต้องเผชิญอุปสรรคด้านทุนทรัพย์ส่วนตัว และความท้าทายในการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้บางส่วนก็ตาม
"บางคนเขาก็ไม่ค่อยอยากให้สร้าง เขาบอกว่ามันเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม" ผู้ใหญ่บ้านทวีชี้
ขณะที่ชุมชนฝากความหวังไว้กับการสร้างโครงสร้างบริหารจัดการน้ำ ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำจาก ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นว่าสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงในพื้นที่ปลูกทุเรียนว่ามีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (climate change)
เขาระบุว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลพยากรณ์อุณหภูมิพื้นผิวทะเลที่ร้อนกว่าปกติ โดยอุณหภูมิพื้นผิวทะเลเพิ่มขึ้นราว 2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำโดยตรง
"พอความร้อนเยอะ การระเหยก็เยอะ ดินก็แห้ง ปกติอย่างช่วงสงกรานต์ถ้าร้อนมาก ๆ ก็มักจะมีฝนตกแล้ว แต่ปีนี้ฝนไม่ตก ซึ่งถือว่าผิดปกติ" ผศ.ดร.ณัฐ ระบุ
ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่าจากการเก็บข้อมูลครั้งล่าสุดปี 2554-2558 นั้นรูปแบบฝนฟ้าในภาคตะวันออกแปรปรวนและยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน
นี่สอดคล้องกับข้อสังเกตของเกษตรกรที่สะท้อนข้อมูลจากพื้นที่ว่า "สภาพอากาศแต่ละปีมันไม่เหมือนกันเลยครับ บางปีก็มีฝนตกมาพอดี ๆ บางปีฝนตกจนไม่ไหวแล้ว" แอ๊ะ ลูกจ้างชาวสวนบอก โดยเขาเชื่อว่าเหตุที่สภาพอากาศแต่ละปีแตกต่างคาดเดาไม่ได้เป็นเพราะทรัพยากรที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำอย่างป่าไม้ "โดนโค่นจนหมดแล้ว"
สำหรับเกษตรกรอย่าง วินัย ถาวรยิ่ง ที่ผ่านฝนฟ้าอากาศมาหลายปีประเมินว่าสถานการณ์ในอนาคตอาจจะมีภาวะแล้งที่รุนแรงขึ้น "โลกเรามันร้อนขึ้นทุกวัน โอกาสแล้งนานคงมีแน่นอน"
เกษตรกรบางรายพยายามรับมือกับอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ด้วยการขุดสระน้ำสำรองของตนเองโดยไม่พึ่งพาคลองสาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีทุนทรัพย์ พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากปล่อยไปตามยถากรรม
"ถ้าคนไหนไม่มีทุน แล้วติดตามข่าวอยู่เขาก็รู้ว่าในอนาคตในวันข้างหน้าจะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้อีก ซึ่งเขาก็ไม่มีทุนที่จะทำส่วนที่กักเก็บน้ำไว้ได้ ก็ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ หวังพึ่งกับธรรมชาติต่อไป" ทวี ผู้นำชุมชนใน จ.จันทบุรีกล่าว