อะไรคือเหตุผลที่ว่าผู้หญิงไม่ควรคลอดลูกในท่านอนหงาย แล้วท่าคลอดนี้มีจุดเริ่มต้นมานานแค่ไหน

A woman stands with her side profile facing towards us. She is wearing a white t shirt and is holding her pregnancy bump. Behind her, sunlight streams through the window.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีหลักฐานยืนยันว่า ผู้หญิงเริ่มหันมาคลอดลูกในท่านอนหงายอย่างกว้างขวางในช่วง 300-400 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น
    • Author, ลูซี เชอร์ริฟฟ์
    • Role, บีบีซีฟิวเจอร์
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ผู้หญิงทั่วโลกต่างคลอดบุตรในท่าตั้งตรง ไม่ว่าจะเป็นการคุกเข่าแบบที่เชื่อกันว่า "พระนางคลีโอพัตรา" แห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณใช้ในการมีพระประสูติการ หรือ การใช้เก้าอี้, ม้านั่ง หรือแม้แต่การนั่งยอง ๆ

ในความเป็นจริงนั้น การนั่งยอง ๆ หรือท่าสควอต (squat) ช่วยให้เชิงกรานผู้หญิงขยายตัวเพิ่มได้อย่างน้อย 2.5 เซนติเมตร (ราว 1 นิ้ว) ขณะที่แรงโน้มถ่วงยังช่วยให้การคลอดบุตรเป็นไปได้ง่ายขึ้น

เช่นนั้นแล้ว เหตุใดผู้หญิงทุกวันนี้ถึงคลอดบุตรด้วยท่านอนหงาย

"ทุกวันนี้ยังมีความไม่รู้อย่างแพร่หลายท่ามกลางบุคลากรทางการแพทย์รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์เองเกี่ยวกับสรีวิทยาของการคลอดบุตร" เจเน็ต บาลาสคัส ผู้ก่อตั้งศูนย์แอ็กทีฟเบิร์ธ (Active Birth Centre) ในสหราชอาณาจักร หรือเป็นศูนย์ที่ช่วยให้ผู้หญิงคลอดบุตรตามวิถีธรรมชาติ (active birth) และผู้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ผู้เป็นแม่สามารถควบคุมประสบการณ์การคลอดลูกของตัวเองได้ กล่าว

ในปี 1982 บาลาสคัสได้เผยแพร่ "แถลงการณ์ว่าด้วยการคลอดด้วยวิถีธรรมชาติ" (active birth manifesto) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหลักการสำคัญขององค์กรของเธอ

"ทั่วโลก ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ผู้หญิงมักเข้าสู่กระบวนการคลอดและให้กำเนิดบุตรโดยธรรมชาติ ในท่าตั้งตรงหรือท่ากึ่งนั่งยอง ๆ รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง" แถลงการณ์นั้นระบุ

"ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือวัฒนธรรมใด… ท่าตั้งตรงยังคงเป็นรูปแบบหลักที่พบได้มากที่สุด"

บาลาสคัสระบุว่า ในประเทศต่าง ๆ หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับถูกจำกัดให้อยู่ในโรงพยาบาล และต้องคลอดในท่านอนหงาย

เธอโต้แย้งว่า "แนวปฏิบัตินี้ขัดต่อเหตุผล ทำให้การคลอดซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่จำเป็น เปลี่ยนกระบวนการตามธรรมชาติให้กลายเป็นเหตุการณ์ทางการแพทย์ และทำให้ผู้หญิงที่กำลังคลอดกลายเป็นผู้ป่วยที่ไร้บทบาท"

"ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดเลือกใช้ท่าที่เสียเปรียบเช่นนี้ในช่วงเวลาที่สำคัญขนาดนี้"

ผู้เชี่ยวชาญรายอื่นก็เห็นพ้องกัน โดย ฮันนาห์ ดาห์เลน ศาสตราจารย์ด้านการผดุงครรภ์จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ (Western Sydney University) ระบุในบทความแสดงความคิดเห็นปี 2013 บน The Conversation ว่า การคลอดในท่านอนราบถือเป็น "ปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างเกิดขึ้นไม่นานในประวัติศาสตร์"

การตั้งครรภ์ในฐานะ 'ความป่วยไข้'

อันที่จริงนั้น พบว่า มีเพียงในช่วง 300-400 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น ที่ผู้หญิงจำนวนมากเริ่มคลอดบุตรในท่านอนหงาย โดยส่วนหนึ่งมีที่มาจากแพทย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ ฟร็องซัวส์ โมริโซ

เขาอ้างว่า ท่ากึ่งนอนเอนจะทั้งสบายกว่าสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และสะดวกกว่าสำหรับแพทย์ชายที่ทำคลอด (ในขณะนั้น กำลังมีแนวโน้มที่จะลดบทบาทของหมอตำแย และให้ศัลยแพทย์ชายเข้ามาทำคลอดแทน)

นอกจากนี้ มอริโซมองว่าการตั้งครรภ์เป็น "ความป่วยไข้" ในหนังสือปี 1668 ของเขาที่มีชื่อว่า The diseases of women with child and in child-bed [หรืออาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "โรคของสตรีระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด"] เขาแนะนำว่า "วิธีที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด คือการคลอดบนเตียง เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สะดวกและความยุ่งยากในการต้องย้ายตัวในภายหลัง"

อย่างไรก็ดี นักวิชาการบางคนเถียงว่าการเปลี่ยนท่าทางการคลอดบุตรนั้นอาจเกิดขึ้นจากผู้ชายชาวฝรั่งเศสอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกันกับมอริโซ ซึ่งก็คือ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

"มีรายงานว่า เนื่องจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงโปรดทอดพระเนตรการคลอดบุตร พระองค์จึงรู้สึกไม่พอพระทัยเมื่อมุมมองถูกบดบังในกรณีที่คลอดบนเก้าอี้ทำคลอด และทรงสนับสนุนให้ใช้ท่ากึ่งนอนเอนแบบใหม่" ลอเรน ดันเดส ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากวิทยาลัยแมคแดเนียล ในรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในบทความปี 1987 ว่าด้วยวิวัฒนาการของท่าคลอด

Mid shot of a woman kneeling on the floor holding her pregnancy bump. She is wearing a beige dress.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานวิจัยในปี 2011 พบว่า ผู้หญิงที่คลอดลูกในศูนย์การคลอดบุตรมีแนวโน้มที่จะใช้ท่าตั้งตรงระหว่างการคลอดบุตรมากกว่า

"อิทธิพลของพระบรมราโชบายจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้นไม่อาจยืนยันได้แน่ชัด แม้ว่าธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์ย่อมมีผลต่อประชาชนในระดับหนึ่ง" เธอกล่าวเพิ่มเติม

"ข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 นั้น เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของท่าคลอด และอาจมีส่วนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งอิทธิพลต่อแนวโน้มดังกล่าว"

ทว่าไม่ว่าการคลอดบุตรในท่านอนหงายจะมีที่มาอย่างไร แนวปฏิบัตินี้ก็ได้กลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งส่งผลเสียต่อประสบการณ์การคลอดของผู้หญิงไม่น้อย

"การคลอดบุตรได้กลายเป็นกระบวนการที่ถูกทำให้เป็นระบบมากขึ้น ขณะที่ทางเลือกอย่างการคลอดที่บ้าน ซึ่งเหมาะสมกับผู้หญิงจำนวนมากที่ต้องการการคลอดตามสรีรวิทยาหรือ 'ธรรมชาติ' กลับลดลง" บาลาสคัสกล่าว

ได้รับการพิสูจน์โดยหลักทางวิทยาศาสตร์

เหตุผลหลักที่ผู้หญิงคลอดบุตรในท่าตั้งตรงมานับพันปีนั้นเรียบง่ายมาก และคำตอบก็คือ แรงโน้มถ่วง ทารกต้องเดินทางลงมาผ่านช่องคลอด และแรงโน้มถ่วงก็เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการนี้

มีการแสดงให้เห็นว่า หากปล่อยให้ผู้หญิงทำตามสัญชาตญาณของตนเอง พวกเธอจะโน้มตัวไปข้างหน้าโดยธรรมชาติระหว่างการเจ็บครรภ์คลอด ไม่ใช่เอนไปข้างหลัง โดยพวกเธอจะปรับท่าทางต่าง ๆ เช่น การนั่งยอง ๆ การคุกเข่าและยันมือกับพื้น หรือการโน้มตัวพิงเฟอร์นิเจอร์ที่มีความสูงต่ำ

การทบทวนงานวิจัย 25 ชิ้น ที่ตีพิมพ์ในปี 2023 ที่ครอบคลุมการศึกษาในผู้หญิงมากกว่า 5,200 คน ได้บันทึกว่า ผลลัพธ์สำคัญอื่น ๆ สำหรับสตรีที่คลอดบุตรในท่าตั้งตรงและเคลื่อนไหวได้ แทนที่จะนอนราบบนเตียง ได้แก่ "การลดความเสี่ยงของการผ่าคลอด การใช้ยาระงับความรู้สึกทางช่องไขสันหลังเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดน้อยลง และโอกาสที่ทารกจะต้องเข้ารับการดูแลในแผนกทารกแรกเกิดน้อยลง"

อย่างไรก็ตาม การทบทวนดังกล่าว ระบุว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมสำหรับสตรีในกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากการศึกษาบางชิ้นพบว่าการคลอดบุตรในท่าตั้งตรงอาจทำให้มีการสูญเสียเลือดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังพบอีกว่าท่าคลอดแบบตั้งตรงช่วยลดระยะเวลาการเจ็บครรภ์ของสตรีด้วย

"การคลอดในท่าตั้งตรงและการคลอดในท่าตั้งตรงมีข้อดีทั้งสำหรับมารดาและทารก" ดาห์เลนเขียนไว้ในปี 2013

เธอได้ระบุถึงประโยชน์หลายประการ ได้แก่ การบีบตัวของมดลูกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ความเจ็บปวดของมารดาที่ลดลง การใช้คีมหนีบ การดูดสุญญากาศ และการตัดฝีเย็บที่น้อยลง รวมถึงการที่ทารกได้รับออกซิเจนในมดลูกได้ดีขึ้น เนื่องจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไม่ถูกมดลูกกดทับ

ในปี 2011 ดาห์เลนและคณะได้ทำการศึกษาผู้หญิงในระหว่างทำการคลอด เพื่อดูว่าสภาพแวดล้อมของสถานที่คลอดมีผลต่อท่าที่ผู้หญิงเลือกใช้หรือไม่

พวกเขาเปรียบเทียบสองรูปแบบ ได้แก่ ศูนย์การคลอดบุตร ซึ่งมีอุปกรณ์สนับสนุน เช่น ลูกบอล ม้านั่งสำหรับการคลอด และบีนแบ็ก กับห้องคลอดในโรงพยาบาล ซึ่งมีเพียงเตียงแพทย์เป็นตัวเลือกหลัก

ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงในศูนย์การคลอดบุตรมีแนวโน้มสูงกว่ามากที่จะใช้ท่าตั้งตรง ทั้งในระยะที่หนึ่งและระยะที่สองของการคลอด โดยมีสัดส่วนถึง 82% เทียบกับเพียง 25% ในห้องคลอดของโรงพยาบาล

A woman leans on a hospital bed while wearing a long white t shirt. Her head is in her hands, and behind her is a clear bassinet on

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, แนวโน้มการคลอดบุตรในท่านอนหงายสืบต่อมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่ผู้หญิงจำนวนมากพบว่าท่านี้ทำให้รู้สึกไม่สบาย

บาลาสคัสระบุว่า ปัจจุบันในประเทศตะวันตกเริ่มมีความตระหนักถึงแนวคิด "การคลอดด้วยวิถีธรรมชาติ" (active birth) มากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่ส่งเสริมให้มารดาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและเป็นไปตามสัญชาตญาณระหว่างการคลอด รวมถึงเลือกใช้ท่าตั้งตรง แทนการนอนหงายที่ต้องถูกจำกัดด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ติดตามต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า อัตราการผ่าคลอดยังคงเพิ่มขึ้นอย่าง "น่ากังวล"

"ในสหราชอาณาจักร แนวคิดการคลอดด้วยวิถีธรรมชาติมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงบริการด้านสูติกรรม เช่น การมีตัวเลือกศูนย์คลอดที่นำโดยผดุงครรภ์" เธอกล่าว พร้อมระบุว่า ศูนย์ลักษณะนี้มักตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาล และออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ผู้หญิงมีอิสระในการเคลื่อนไหว และสามารถเข้าถึงสระน้ำสำหรับการคลอด

"สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีเมื่อ 50 ปีก่อน"

แนวทางของสถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแล หรือ National Institute for Health and Care Excellence (NICE) ของสหราชอาณาจักร แนะนำว่า ในระหว่างการคลอดผู้หญิง "ไม่ควรถูกส่งเสริมหรือให้นอนหงายหรือกึ่งนอนหงายในระยะที่สองของการคลอด และควรได้รับการสนับสนุนให้เลือกท่าอื่นใดที่รู้สึกสบายที่สุด"

ท้ายที่สุดแล้ว ความรู้คือพลัง ยิ่งผู้หญิงได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการคลอดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความมั่นใจในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น

"การให้ความรู้แก่สาธารณะเกี่ยวกับทางเลือกในการคลอดยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ" ไอลีน ฮัตตัน พยาบาลผดุงครรภ์ที่ผันตัวมาเป็นนักวิชาการ ผู้ดูแลหลักสูตรการศึกษาด้านผดุงครรภ์ของมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ (McMaster University) และผู้เขียนงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับการคลอด กล่าว

"หากมองไปที่การนำเสนอการคลอดในวรรณกรรม โทรทัศน์ และภาพยนตร์ จะเห็นได้อย่างรวดเร็วว่ากระบวนการคลอดมักถูกบิดเบือน การสร้างความเข้าใจที่สมดุลมากขึ้นจึงมีแต่จะเป็นประโยชน์"