เหตุใดซาอุดีอาระเบียจึงเผชิญภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ขณะพยายามเลี่ยงไม่เข้าไปพัวพันในสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, แฟรงก์ การ์ดเนอร์
- Role, ผู้สื่อข่าวด้านความมั่นคง บีบีซี
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซาอุดีอาระเบียพยายามวางตัวอยู่ห่างจากความขัดแย้งดังกล่าวมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ซาอุดีอาระเบียต้องประสบภาวะยากลำบากกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แต่ในตอนนี้ หลังจากถูกโจมตีจากสามทิศทาง ซาอุดีอาระเบียก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป ในสัปดาห์นี้ ซาอุดีอาระเบียได้เปิดปฏิบัติการร่วมกับสหรัฐฯ โจมตีกองกำลังติดอาวุธตัวแทนของอิหร่านในอิรัก ซึ่งซาอุดีอาระเบียเชื่อว่าเป็นผู้ส่งโดรนเข้าโจมตีราชอาณาจักร
สำหรับซาอุดีอาระเบีย ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในขณะนี้คือจะเดินหน้าโต้กลับต่อไปเพื่อสกัดกั้นยับยั้งไม่ให้อีกฝ่ายโจมตี หรือจะพยายามลดระดับความตึงเครียดของสถานการณ์ลง ซึ่งอาจหมายรวมถึงการใช้วิธีประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้ามบางกลุ่ม
แล้วใครกำลังโจมตีใคร และด้วยเหตุผลใด
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจบริบทของสถานการณ์สักเล็กน้อย ในภาพกว้าง ความขัดแย้งที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วภูมิภาคอ่าวอาหรับและพื้นที่อื่น ๆ ในตะวันออกกลางตลอดช่วงห้าเดือนที่ผ่านมา มีคู่ขัดแย้งหลักอยู่สองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งคืออิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (Islamic Revolutionary Guards Corps- IRGC) พันธมิตรของพวกเขาประกอบด้วยกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งเป็นกลุ่มชนเผ่าที่เข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเยเมนในปี 2014
อิหร่านยังให้การสนับสนุนกองกำลังระดมพลประชาชน หรือ พีเอ็มเอส (Popular Mobilisation Forces- PMS) ในอิรัก ซึ่งเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยโดรนต่อซาอุดีอาระเบีย 30 ครั้ง และขณะนี้ได้ตกเป็นเป้าการโจมตีตอบโต้แล้ว
นอกจากนี้ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งคือฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งยังคงเป็นกำลังสำคัญที่ทรงอิทธิพล แม้ในเวลานี้จะยังไม่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยก็ตาม

ที่มาของภาพ, Reuters
อีกฟากหนึ่งของความขัดแย้งครั้งนี้คือสหรัฐฯ ซึ่งมีกองกำลังภายใต้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือเซ็นต์คอม (Central Command - Centcom) ที่มีศักยภาพทางทหารมหาศาล ฝ่ายนี้ยังรวมทั้งรัฐอาหรับในภูมิภาคอ่าวอาหรับและจอร์แดนที่ให้การสนับสนุนในระดับแตกต่างกันไป ส่วนอิสราเอลยังคงเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้เข้าร่วมสงครามโดยตรง
ในช่วงหลังมานี้ อิหร่านมุ่งเน้นการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธต่อจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน ตลอดจนพุ่งเป้าไปที่เรือพาณิชย์ทุกลำที่พยายามล่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยหลีกเลี่ยงกฎระเบียบและเส้นทางเดินเรือรูปแบบใหม่ที่อิหร่านกำหนดขึ้น
การเข้ามามีบทบาทของกองกำลังติดอาวุธในอิรักและกลุ่มฮูตีในเยเมนถือเป็นพัฒนาการที่ค่อนข้างใหม่ และสะท้อนให้เห็นว่าหากสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนได้ ภูมิภาคแห่งนี้ก็เสี่ยงที่จะถูกดึงให้ถลำลึกเข้าไปในความขัดแย้งที่กำลังขยายวงกว้างมากขึ้น
มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียพยายามหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งเต็มรูปแบบ
มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ผู้ปกครองประเทศโดยพฤตินัยซึ่งยังมีพระชนมายุค่อนข้างน้อย ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศภายใต้แผนที่เรียกว่า "วิสัยทัศน์ 2030" (Vision 2030)
เป้าหมายของพระองค์คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของราชอาณาจักรให้พึ่งพารายได้จากน้ำมันน้อยลง พร้อมทั้งสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศที่มีความทันสมัยและมีพลวัตเพื่อรองรับบัณฑิตจบใหม่และเยาวชนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานนับแสนคนในแต่ละปีด้วยตำแหน่งงานที่เหมาะสมและมั่นคง
ส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ 2030 คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ศูนย์ข้อมูล (Data Centre) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีความเปราะบางต่อการถูกโจมตีอีกด้วย
แผนดังกล่าวย่อมไม่อาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น หากซาอุดีอาระเบียต้องเผชิญภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องและยาวนานจากโดรนที่ถูกยิงข้ามพรมแดนทางตอนใต้โดยกลุ่มฮูตีในเยเมน หรือจากขีปนาวุธพิสัยไกลที่อิหร่านยิงโจมตีโดยตรง
ย้อนกลับไปเมื่อเดือน ก.ย. 2019 ซาอุดีอาระเบียเผชิญกับเหตุการณ์ที่สร้างความตกตะลึงไม่น้อย
ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์กับอิหร่านอยู่ในภาวะตึงเครียด ซาอุดีอาระเบียตื่นขึ้นมาพบว่า กองกำลังติดอาวุธตัวแทนของอิหร่านในอิรักได้ส่งฝูงโดรนเข้าโจมตีโรงงานน้ำมันที่มีความสำคัญยิ่งสองแห่งของประเทศ ได้แก่ อับไกก์ (Abqaiq) และคูไรส์ (Khurais)
ในเวลานั้น มีข้อสันนิษฐานว่าการโจมตีดังกล่าวอาจมีต้นตอมาจากกลุ่มฮูตีในเยเมน แต่ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุทันทีหลังเหตุการณ์ และสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าร่องรอยความเสียหายบนโครงสร้างหลักทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศเหนือ
การโจมตีครั้งนั้นส่งผลให้กำลังการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียราวครึ่งหนึ่งต้องหยุดชะงักไปเป็นเวลาหลายวัน และถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญต่อรัฐบาลในกรุงริยาดถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (27 ก.ค.) ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าโรงงานน้ำมันอับไกก์ถูกโดรนโจมตีอีกครั้ง โดยโดรนดังกล่าวถูกส่งมาจากกองกำลังตัวแทนของอิหร่านในอิรัก
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องน้ำมัน ซึ่งยังคงเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย
อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สำคัญระหว่างอิหร่านกับอ่าวอาหรับ และเป็นเส้นทางที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลก

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว ซาอุดีอาระเบียได้เร่งสูบน้ำมันในปริมาณสูงสุดเท่าที่จะทำได้ หรือราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวันส่งผ่านท่อส่งน้ำมันแนวตะวันออก-ตะวันตก ไปยังท่าเรือส่งออกน้ำมันบนชายฝั่งทะเลแดงที่เมืองยันบู (Yanbu) บริเวณชายฝั่งฝั่งตรงข้ามของประเทศ
จากนั้นน้ำมันจะถูกขนถ่ายลงเรือบรรทุกน้ำมันที่มุ่งหน้าไปทางใต้ออกสู่ทะเลอาหรับ ก่อนส่งต่อไปยังตลาดในเอเชีย
ในช่วงแรกทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี
แต่เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ซาอุดีอาระเบียได้ทิ้งระเบิดใส่ท่าอากาศยานซานา (Sanaa) ซึ่งตั้งอยู่นอกกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน การโจมตีดังกล่าวรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบว่าเป็นผู้โจมตีโดยพวกเขาระบุว่ามีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินจากอิหร่านลงจอด
หลังจากนั้นได้มีการโจมตีตอบโต้กลับจากกลุ่มฮูตี ซึ่งโจมตีท่าอากาศยานในซาอุดีอาระเบียที่เมืองอับฮา (Abha) และจิซาน (Jizan)
สิ่งที่สร้างความกังวลต่อกรุงริยาดมากยิ่งกว่านั้นคือ กลุ่มฮูตีได้เริ่มโจมตีการเดินเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นช่องแคบทางทะเลบริเวณตอนใต้ของทะเลแดงมีความเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง
ผลที่ตามมาคือการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไปยังตลาดเอเชียถูกจำกัดและชะลอตัวลง
ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ซาอุดีอาระเบียพยายามใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อบีบให้กลุ่มฮูตียอมจำนน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
สงครามที่ลุกลามทั่วเยเมนกลายเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของยุคสมัยนี้ และผลกระทบของมันยังคงปรากฏให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2022 ซาอุดีอาระเบียทำข้อตกลงสงบศึกกับกลุ่มฮูตี ทว่าข้อตกลงนี้ก็แสนเปราะบาง และยังมีรายงานว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนบางรูปแบบ แต่ในเวลานี้ประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญภัยคุกคามจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากเพื่อนบ้านทางตอนใต้อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ยังเผชิญการโจมตีจากอิรักทางตอนเหนือ
สถานการณ์เหล่านี้ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ถูกคาดการณ์ไว้ในแผนการพัฒนาประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ 2030 แต่อย่างใด





























