'ถูกเฝ้าระวังและอยู่อย่างหวาดระแวง' นักการทูตตะวันตกในมอสโกเจออะไรบ้างช่วงรัสเซียทำสงคราม

ที่มาของภาพ, BBC/Getty Images
- Author, ลีซ่า โฟคต์
- Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโส บีบีซี นิวส์ รัสเซีย
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
"การทำหน้าที่เอกอัครราชทูตประจำรัสเซียอาจเป็นงานที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงานของฉัน" ลินน์ เทรซี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำรัสเซีย ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ระหว่างปี 2023 - 2025 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี
ในอดีตนักการทูตจากสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และยุโรป เคยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความตึงเครียดในรัสเซียในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของสงครามเย็น
แต่ในปัจจุบันเอกอัครราชทูตจากชาติตะวันตกถูกทางการรัสเซียภายใต้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มองว่าเป็น "ประเทศไม่เป็นมิตร" ส่งผลให้พวกเขาถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ถูกจำกัดการติดต่อ และยิ่งถูกตัดขาดจากรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่พวกเขาถูกส่งไปเพื่อทำความเข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่สงครามในยูเครนดำเนินเข้าสู่ปีที่ 5
บีบีซีได้สัมภาษณ์นักการทูต 5 คนที่เคยประจำการในรัสเซียตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการรุกรานเต็มรูปแบบ
พวกเขานำระดับความกดดันในปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับยุคสงครามเย็น อันเป็นยุคที่สถานทูตของประเทศตะวันตกถูกเฝ้าระวังผ่านการสอดแนมทางกายภาพ อุปกรณ์ดักฟังที่ซ่อนอยู่ในของขวัญ และถูกติดตามตัวด้วยการใช้ "ฝุ่นสายลับ" (spy dust) ซึ่งเป็นสารเคมีที่แทบมองไม่เห็น
หลังจากสงครามเริ่มต้นขึ้นในปี 2022 นักการทูตรัสเซียหลายร้อยคนถูกขับออกจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา มอสโกตอบโต้ด้วยการประกาศให้นักการทูตตะวันตกหลายร้อยคนเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ และทำให้สถานทูตหลายแห่งต้องประสบปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่
เส้นทางการทูตกว่า 30 ปีของเทรซีพาเธอไปประจำการในหลายประเทศ รวมถึงปากีสถาน ประเทศที่เธอรอดชีวิตจากเหตุโจมตีด้วยอาวุธเมื่อปี 2008 อย่างไรก็ตาม เทรซีระบุว่าแม้การใช้ชีวิตในเปชาวาร์จะต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่ก็ยังไม่ยากลำบากเท่ากับการทำงานในรัสเซีย
"ที่นั่น ฉันยังรู้สึกว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตัวเองสามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ทำให้มอสโกยากลำบากกว่าคือระดับความไม่แน่นอนที่สูงมาก" นักการทูตหญิงที่เคยประจำที่รัสเซียกล่าว
เธอเล่าว่า การถูกหน่วยต่อต้านข่าวกรองของรัสเซียเฝ้าจับตาและกดดันอยู่ตลอดเวลา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เหล่านักการทูตรัสเซียในประเทศตะวันตกก็เอ่ยถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเช่นกัน แต่ตามคำกล่าวของนักการทูตที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี ขอบเขตและกลยุทธ์ของหน่วยข่าวกรองของรัสเซียนั้นกว้างขวางกว่ามาก
อดีตนักการทูตยุโรปคนหนึ่งกล่าวถึงคำเตือนที่เขาได้รับก่อนเดินทางไปมอสโกว่า "จงเตรียมใจไว้ว่า อุปกรณ์ดักฟังและกล้องวงจรปิดอาจมีอยู่ในทุกห้องในบ้าน"
อดีตเอกอัครราชทูตอีกคนหนึ่งกล่าวว่า เขาถูกบังคับให้ปลดพนักงานชาวรัสเซียสองคนออก หลังจากหน่วยต่อต้านข่าวกรองรัสเซีย (Federal Security Service - FSB) พยายามชักชวนให้พวกเขารายงานทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานทูต
พนักงานทั้งสองคนได้แจ้งเรื่องนี้กับสถานทูตแทน ซึ่งทางสถานทูตได้แต่ปล่อยตัวพวกเขาไป โดยระบุว่า "มิเช่นนั้น พวกเขาอาจต้องเผชิญกับการดำเนินคดีทางอาญา"
ในขณะเดียวกัน ชาวรัสเซียกลุ่มที่ปกติแล้วจะสร้างความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ทางการทูต เช่น ผู้ที่ทำงานในแวดวงวิชาการและวัฒนธรรม ก็ถูกข่มขู่ให้หลีกเลี่ยงการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตะวันตกเช่นกัน
อดีตเอกอัครราชทูตท่านหนึ่งกล่าวว่า แขกของเขาเคยถูกเจ้าหน้าที่ FSB ติดตามไปจนถึงประตูสถานทูตเลยทีเดียว
เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา แขกที่ได้รับเชิญไปร่วมงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ที่บ้านพักของเอกอัครราชทูตอังกฤษในกรุงมอสโก กล่าวว่าพวกเขาถูกคุกคามโดยนักกิจกรรมที่สนับสนุนรัฐบาลรัสเซียและนักข่าวจากสื่อของรัฐ จากนั้นก็ถูกตำรวจสอบสวน
แขกคนหนึ่งกล่าวว่า ตั้งแต่นั้นมาเขาจึงปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมงานต่าง ๆ ที่สถานทูตตะวันตกหลายแห่งเชิญไปเนื่องจากความกลัว
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับมือกับความกดดันได้
อดีตเอกอัครราชทูตรายหนึ่งกล่าวว่า การใช้ชีวิตท่ามกลาง "ความหวาดระแวงอย่างต่อเนื่อง" ทำให้เจ้าหน้าที่จำนวนมากตัดสินใจลาออก แม้หลังจากตัวเขาเองเดินทางออกจากรัสเซียแล้ว เขายอมรับว่ายังไม่สามารถสลัดความรู้สึกว่ากำลังถูกจับตาได้อีกหลายเดือน
'สงครามพิสูจน์นายพล วิกฤตการณ์พิสูจน์นักการทูต'
อดีตเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ปิแอร์ เลวี กล่าวว่า ในช่วงหลังจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนไม่นาน มีการหารือกันทั่วทั้งยุโรปว่าจะเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับประเทศ หรือยุติการทำงานในรัสเซียไปเลยดี
เขาจำได้ว่าโทรไปที่ปารีสทันทีเพื่อบอกว่าการถอนทูตของพวกเขาจะเป็นความผิดพลาด เพราะเขารู้สึกว่ายิ่งความสัมพันธ์แย่ลงเท่าใด พวกเขาก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น
อดีตเอกอัครราชทูตยุโรปอีกรายหนึ่งเล่าว่า หลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียงานของพวกเขาเปลี่ยนไปแทบจะในทันที เนื่องจากความร่วมมือที่เคยเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การค้า และโครงการต่าง ๆ ได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
สำหรับนักการทูตที่ยังอยู่ในรัสเซีย สงครามได้นำมาซึ่งภารกิจเร่งด่วนอีกหลายด้าน นอกเหนือจากหน้าที่ในการช่วยเหลือพลเมืองและบริษัทของประเทศของพวกเขา
ประการแรก แม้ประเทศที่รัสเซียมองว่าเป็นประเทศไม่เป็นมิตรก็ยังต้องการรักษาช่องทางการติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัสเซียไว้บ้าง เพื่อให้สามารถรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศได้อย่างถูกต้อง
แต่พวกเขาก็ต้องปกป้องเจ้าหน้าที่และดูแลให้สถานทูตดำเนินงานต่อไปได้ด้วย

ที่มาของภาพ, Reuters
หลังจากที่รัสเซียประกาศห้ามจ้างชาวต่างชาติในปี 2021 ทีมงานดูแลสถานที่ของสถานทูตสหรัฐฯ ก็ขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก แม้แต่ปัญหาเล็กน้อยอย่างท่อน้ำรั่วก็อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เสียเวลาของเจ้าหน้าที่ทางการทูตไปโดยเปล่าประโยชน์
นักการทูตคนหนึ่งเล่าว่าเคยหารือเรื่องการขาดแคลนบุคลากรกับเจ้าหน้าที่รัสเซียคนหนึ่ง ซึ่งแนะนำเขาว่าอย่าเครียดมากเกินไป "เขาบอกว่า 'อย่างน้อยคุณก็ยังมีเชฟอยู่'"
มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินที่รัฐบาลตะวันตกใช้เพื่อสนับสนุนยูเครนยังสร้างความยากลำบากในชีวิตประจำวันหลายด้าน หลังจากที่ธนาคารรัสเซียถูกตัดขาดจากเครือข่ายการชำระเงินสวิฟท์ (Swift) และมาสเตอร์การ์ด (Mastercard) กับวีซ่า (Visa) ระงับการดำเนินงานในรัสเซีย สถานทูตหลายแห่งจึงประสบปัญหาในการจ่ายค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขั้นพื้นฐาน
อดีตเอกอัครราชทูตคนหนึ่งย้อนความว่าสถานทูตเคยขาดแคลนเงินสดจนไม่อาจจ่ายเงินให้พนักงานได้ แต่ในที่สุดนักการทูตอีกรายที่เพิ่งขายรถของเขาไปหลังถูกขับพ้นรัสเซีย ก็ขนเงินรูเบิลใส่กระเป๋าเดินทางมาส่งถึงมือที่สถานทูต
"มันบ้าบอสิ้นดี" นักการทูตหัวเราะ "แต่คุณต้องมองมันด้วยอารมณ์ขัน"

ที่มาของภาพ, Getty Images
เจ้าหน้าที่รัสเซียไม่ได้ปิดบังทัศนคติที่มีต่อทูตตะวันตก พวกเขากล่าวหาอย่างเปิดเผยว่าผู้ที่มาจาก "ประเทศที่ไม่เป็นมิตร" มีส่วนร่วมในการ "จารกรรม" ต่าง ๆ
ทางการรัสเซียวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่แสดงความสนใจหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นต่างจากรัสเซียอย่างรุนแรง และตามคำบอกเล่าของอเล็กเซ เวเนดิกตอฟ นักข่าวชาวรัสเซีย เจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่แทบไม่มีอิสระในการติดต่อกับสถานทูตตะวันตกอีกต่อไป
เวเนดิกตอฟกล่าวว่า สิ่งนี้ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกแย่ลงไปอีก โดยเขาเล่าว่าเคยบอกกับเจ้าหน้าที่รัสเซียว่า "พวกคุณถูกเข้าใจผิดก็เพราะการกระทำของพวกคุณเองนั่นแหละ เพราะทูตไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้"
อดีตเอกอัครราชทูตยุโรปท่านหนึ่งกล่าวว่า ในปัจจุบันรัฐบาลรัสเซียแทบไม่มีการติดต่อกับรัฐบาลตะวันตกหลายแห่งเลย "ไม่มีการโทรศัพท์ ไม่มีการประชุมในระดับรัฐมนตรี"
แต่พวกเขากล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้บทบาทของนักการทูตมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพวกเขามีหน้าที่ในการสื่อสารจุดยืนของรัฐบาลของตัวเองไปยังมอสโก
"สงครามพิสูจน์นายพล วิกฤตการณ์พิสูจน์นักการทูต เมื่อสถานการณ์ยากลำบากอย่างแท้จริง ทุกสิ่งที่คุณทำล้วนมีความสำคัญ"
ลินน์ เทรซี ออกจากมอสโกในปี 2025 โดยรู้สึกว่าเธอได้บรรลุภารกิจหลักแล้วนั่นคือสถานทูตสหรัฐฯ ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง
แต่เธอก็ภาคภูมิใจในงานที่เธอและทีมงานได้ทำเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างชาวอเมริกันและชาวรัสเซียทั่วไปด้วยเช่นกัน
"เพราะในบางจุดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลจะมีโอกาสดีขึ้น และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนเหล่านั้นจะเป็นตัวช่วยเร่งให้เกิดการปรับปรุงให้ดีขึ้น"
































