ปั่นสู่อิสรภาพและการอ่านออกเขียนได้ จักรยานเปลี่ยนชีวิตผู้หญิงอินเดียไปอย่างไรเมื่อ 30 ปีก่อน

A woman wearing saree and cycling towards the camera. She is smiling and looks happy. In the background another woman is learning to cycle with the help of a woman

ที่มาของภาพ, P Sainath/PARI

คำบรรยายภาพ, การปั่นจักรยานกลายเป็นแรงขับสำคัญที่ช่วยส่งให้การรณรงค์ส่งเสริมการรู้หนังสือของอินเดียในทศวรรษ 1990 มีพลังและเกิดความตื่นตัวขึ้น
    • Author, มูราลิธารัน กาสีวิสวานาทัน
    • Role, ผู้สื่อข่าวอาวุโส บีบีซีแผนกภาษาทมิฬ
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

"อินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 แต่ฉันเพิ่งได้อิสรภาพของตัวเองในปี 1992" เจยาชิทรา วัย 55 ปี ซึ่งเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนของรัฐบาลแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย กล่าว

ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปเมื่อ 33 ปีก่อน หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอได้เพิ่มองค์ประกอบเล็ก ๆ แต่สร้างผลกระทบที่แตกต่างอย่างยิ่งให้กับโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือแห่งชาติ นั่นคือการรณรงค์ให้ผู้หญิงเรียนรู้การขี่จักรยาน

เจยาชิทราเป็นหนึ่งในผู้หญิงกว่า 100,000 คนจากครอบครัวชนบทที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม หลายคนแทบไม่เคยออกจากบ้าน พวกเธอเพิ่งได้รับโอกาสในการเคลื่อนไหว ความเป็นอิสระ และเสรีภาพ ผ่านการขี่จักรยาน

ผู้หญิงบางส่วนที่เริ่มหัดขี่จักรยานในช่วงต้นทศวรรษ 1990 สามารถก้าวไปสู่การทำงานในตำแหน่งงานตามสำนักงานที่มีรายได้ดี ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคตของตนเอง รวมถึงอนาคตของลูกสาวและหลานสาวของพวกเธอด้วย

Two women in cycle. The woman in the foreground is carrying water pots in the cycle and has kept her small kid in the next to the handle bar

ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

คำบรรยายภาพ, การขี่จักรยานช่วยให้ผู้หญิงลดเวลาที่ต้องใช้ไปกับงานประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการตักน้ำหรือการพาเด็ก ๆ ไปโรงเรียน

บุกเบิกเส้นทาง

ในปี 1988 อินเดียเปิดตัวโครงการภารกิจแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมการรู้หนังสือ (National Literacy Mission) เพื่อยกระดับทักษะการอ่านเขียน การคิดคำนวณ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐาน

ในเขตปุฑุกโกไตซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของอินเดียห่างจากเมืองใหญ่อย่างเจนไนลงไปราว 380 กิโลเมตร โครงการนี้เป็นที่รู้จักในชื่อว่า "ขบวนการสร้างปัญญา" (the Enlightening Movement)

ตามข้อมูลสำมะโนประชากรปี 1991 ผู้หญิงในเขตดังกล่าวสามารถอ่านออกเขียนได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง โดยมีผู้หญิงราว 270,000 คนที่ไม่รู้หนังสือ

"ระหว่างการระดมความคิดเกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงการนี้" คันนัมมัล ผู้ประสานงานขบวนการสร้างปัญญาซึ่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนั้น เล่าย้อนความทรงจำ

ทีมงานของโครงการประเมินว่าจะต้องใช้จิตอาสาราว 30,000 คน เพื่อสอนผู้หญิงกลุ่มนี้ และความท้าทายด้านการจัดการนี้เองก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดโครงการสอนขี่จักรยาน

Sheela Rani Chunkath wearing a green sari is standing in front of half a dozen women cyclists wearing half-sarees.

ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

คำบรรยายภาพ, ชีลา รานี ชุงคัท ผู้ว่าราชการเขต ให้การต้อนรับผู้หญิงที่เพิ่งเข้าร่วมโครงการสอนขี่จักรยาน

ปัญหาก็คือครอบครัวของผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือคาดหวังว่า ครูผู้มาสอนจะต้องเป็นผู้หญิง แต่ในเวลานั้นมีผู้หญิงจำนวนน้อยมากที่มีพาหนะเป็นของตนเอง

"ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ได้ พวกเธอไม่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระ ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสร้างโอกาสเช่นนั้นขึ้น" ชีลา รานี ชุงคัท ข้าราชการพลเรือนอาวุโสประจำเขตในขณะนั้น กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาทมิฬ

"การขี่จักรยานทำให้ผู้หญิงมีความรู้สึกเป็นอิสระ และมีความมั่นใจในตัวเอง" ชุงคัทกล่าว

"เจ้าหน้าที่บางส่วนคัดค้านการรับอาสาสมัครผู้หญิง โดยให้เหตุผลว่าผู้หญิงไม่สามารถเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างไกลได้ แต่ผู้ว่าราชการเขต (ชุงคัท) ปฏิเสธข้อโต้แย้งเหล่านั้น" คันนัมมัล กล่าว

"เมื่อผู้หญิงเริ่มเดินทางได้ด้วยตัวเอง พวกเธอก็ตระหนักว่าตนเองสามารถทำได้ทุกอย่าง" คันนัมมัลกล่าวเสริม "และนั่นได้เปิดทางให้พวกเธอทำลายกำแพงอุปสรรคอื่น ๆ ที่ผู้ชายเป็นผู้สร้างขึ้น"

เรื่องราวความสำเร็จ

Jayachithra, wearing a pink sari and holding a pink ladies bicycle, stands in front of a house.
คำบรรยายภาพ, เจยาชิทรายกเครดิตความสำเร็จของเธอให้กับโครงการสอนขี่จักรยาน

ต่อมาโครงการนี้ได้ช่วยผู้หญิงจำนวนมากจากหลากหลายชนชั้นทางสังคม ทั้งที่เป็นครูและในหมู่ผู้เรียน

"ในเวลานั้น ฉันใช้ชีวิตเหมือนทาส" เจยาชิทรา กล่าวย้อนความทรงจำ แม้เธอจะเป็นคนที่ได้รับการศึกษาในระดับค่อนข้างดี

"พ่อของฉันไม่อนุญาตให้ฉันเปิดหน้าต่างออกไปมองข้างนอกด้วยซ้ำ"

ในช่วงเวลานั้น ผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานมักถูกจำกัดไม่ให้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้ชาย

"หลังเรียนจบชั้นปีที่ 10 ญาติ ๆ แนะนำให้ฉันไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าหรือพิมพ์ดีด" เธอเล่า โดยทั่วไปแล้ว งานเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับผู้หญิง

เจยาชิทราทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ถึง 99% เธอรู้สึกสิ้นหวังกับคำแนะนำเหล่านั้น แม่ของเธอนำสร้อยคอทองคำที่เตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของเธอไปจำนำ เพื่อนำเงินมาให้เจยาชิทราเรียนฝึกเป็นครู

ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ เธอได้รับเลือกให้ไปสอนผู้หญิงมุสลิมในหมู่บ้านใกล้เคียง

เจยาชิทราตระหนักว่า เธอไม่สามารถเดินเท้าไปยังหมู่บ้านนั้นได้ และจึงคว้าโอกาสในการเรียนขี่จักรยาน

"ตอนนั้นฉันสวมกระโปรงยาวและผ้าส่าหรีแบบครึ่งตัว ยังไม่มีจักรยานสำหรับผู้หญิง ฉันจึงต้องหัดขี่จักรยานผู้ชาย" เธอเล่า

เรื่องนี้เองก็เป็นปัญหา จักรยานสำหรับผู้หญิงนั้นจะมีคานเชื่อมระหว่างแฮนด์กับเบาะที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้หญิงที่สวมผ้าส่าหรีขึ้นขี่และปั่นได้ง่ายกว่า เจยาชิทราล้มลงหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง

"ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ฉันรู้สึกเหมือนผีเสื้อ ฉันเฝ้ารอช่วงเย็นทุกวัน เพื่อจะได้ปั่นจักรยานไปสอนหนังสือ"

"ในช่วงแรก พ่อของฉันไม่เห็นด้วย แต่ต่อมาเขาก็เปลี่ยนใจและซื้อจักรยานให้ฉัน นั่นเป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน" เจยาชิทรากล่าว

Vasantha wearing a red sari with yellow floral design is standing next to her granddaughter who is wearing a blue top. Vasantha has her arm over her granddaughter's shoulder. Both women from rural Tamil Nadu are seen standing in front of shrubs and bushes.
คำบรรยายภาพ, วสันธายึดมั่นในคุณค่าของการศึกษา และปัจจุบันกำลังดูแลเกื้อหนุนหลานสาวของเธอ นาวีนา ซึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางอาชีพแพทย์

วสันธากำลังมีอายุย่างเข้าปลาย 50 ปี เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่รู้หนังสือและมาจากครอบครัวยากจนและอยู่ในวรรณะดาลิต ซึ่งเป็นวรรณะที่เผชิญการถูกกีดกันทางสังคมมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ

เธอแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย และสามีของเธอก็ไม่รู้หนังสือเช่นกัน

ตัวแทนของขบวนการสร้างปัญญาเข้าหาเธอในช่วงที่เธอกำลังทำงานอยู่ในเหมืองหินโดยใช้เครื่องมือช่างทุบก้อนหินชนิดแบบใช้มือ

ในเวลานั้น การขี่จักรยานได้กลายเป็นส่วนสำคัญของโครงการไปแล้ว และผู้เข้าร่วมก็สามารถเรียนรู้ทักษะดังกล่าวได้

"คนจากโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือบอกเราว่า ถ้าเราเรียนขี่จักรยานได้ เราก็จะได้จักรยาน" วสันธาเล่าให้บีบีซีฟัง

เธอเป็นคนขี้อาย และในช่วงแรกก็รู้สึกเขินอาย แต่ไม่อาจต้านทานกระแสความตื่นตัวที่กำลังแผ่ไปทั่วหมู่บ้านของเธอได้

"ตอนนั้น แทบไม่มีบ้านหลังไหนในหมู่บ้านของเราที่มีจักรยาน แต่ฉันก็ยังสามารถจักรยานมาคันหนึ่งเพื่อมาหัดขี่ได้"

ต่อมาเธอสามารถซื้อจักรยานเป็นของตัวเองและใช้มันเป็นประจำเพื่อไปตักน้ำมาใช้ในบ้าน

หลังจากเรียนรู้การอ่าน การเขียน และการคิดเลขคำนวณ วสันธาได้รวมกลุ่มกับผู้เรียนอีกสามคนที่มีพื้นฐานคล้ายกัน เช่าเหมืองหิน และเริ่มดำเนินธุรกิจของตัวเอง

วสันธากล่าวว่า โครงการสอนขี่จักรยานช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเธอ และทำให้เธอได้รับทั้งเสรีภาพและการยอมรับจากสังคม ปัจจุบันเธอกำลังดูแลเกื้อหนุนหลานสาวของเธอซึ่งใฝ่ฝันจะเป็นแพทย์

มรดกที่ยังคงอยู่

A woman trying to pedal up her pink coloured bicycle

ที่มาของภาพ, Arivoli Iyakkam

คำบรรยายภาพ, ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผู้หญิงในชนบทของเขตปุฑุกโกไตแทบไม่เคยเดินทางด้วยตัวเอง

ปัจจุบันสามารถพบผู้หญิงอย่างวสันธาจำนวนมากในแทบทุกหมู่บ้านของเขตปุฑุกโกไต ผู้หญิงบางคนเริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่อีกไม่น้อยก็ได้พัฒนาชีวิตการทำงาน จากแรงงานเกษตรตามฤดูกาลที่ไม่ต้องใช้ทักษะ ไปสู่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานระดับต้น

การรู้หนังสือช่วยให้ผู้หญิงตระหนักว่า พวกเธอได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควร และในหลายกรณีพวกเธอสามารถโต้แย้งจนได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น

การขี่จักรยานยังช่วยปลดปล่อยผู้หญิงจากการต้องพึ่งพาญาติผู้ชายในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ในช่วงเวลาที่หมู่บ้านส่วนใหญ่ยังขาดถนนที่เหมาะสม และระบบขนส่งสาธารณะยังไม่พัฒนา

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 1992 เขตปุฑุกโกไตได้รับการประกาศให้เป็นเขตที่ประชาชนรู้หนังสือโดยสมบูรณ์

ทุกวันนี้ การเห็นผู้หญิงขี่จักรยานในปุฑุกโกไตเป็นเรื่องปกติ แต่เจยาชิทราไม่ใช่หนึ่งในนั้นอีกต่อไป

ปัจจุบันเธอใช้รถสกู๊ตเตอร์ และลูกสาวของเธอยังถึงขั้นซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง

"การขี่จักรยานทำให้คนอย่างฉันมีความมั่นใจ" เจยาชิทรากล่าว "มันทำให้ฉันตระหนักว่า ฉันไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป"

Jayachithra wearing a pink colour sari in her neighbourhood on a pink scooter.