ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคล พุ่งเป้า 18 รมต. ภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาชน นำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต. ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569
คำบรรยายภาพ, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาชน นำพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รมต. ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2569
Published
เวลาอ่าน: 8 นาที

วันนี้ (8 ต.ค.) พรรคการเมืองฝ่ายค้านนำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวมทั้งสิ้น 18 คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 จากผู้ร่วมลงชื่อ 145 คน (ยกเว้นพรรคกล้าธรรม) มีความยาวญัตติถึง 7 หน้า ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นี่จะนับเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกต่อรัฐบาลนายอนุทิน 2 โดยประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมนำมาอภิปราย อาทิเช่น คดีโกงเลือก สว., สถานการณ์อุทกภัย, ปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่น, และ ปัญหาสแกมเมอร์ เป็นต้น

นายณัฐพงษ์ อธิบายต่อไปว่าการอภิปรายครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่กำลัง "กินรวบ" ประเทศซึ่งเป็น "ศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย"

"การอภิปรายในครั้งนี้ เราตั้งใจอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งกำลังกินรวบประเทศนี้อยู่ พวกเรามองว่าระบอบสีน้ำเงินนี้เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน" นายณัฐพงษ์กล่าว

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เผยว่าอยากได้ระยะเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรวม 5 วัน เพราะจำนวนรัฐมนตรี 18 คนถือว่าเยอะมากที่สุดครั้งหนึ่งในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ขณะที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่ากรอบเวลาการบรรจุญัตติตามกฏหมายมีเวลา 14 วัน เบื้องต้นได้พูดคุยกับผู้นำฝ่ายค้านต้องการที่จะอภิปรายในช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ และยืนยันว่าขั้นตอนการตรวจสอบญัตติจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด ก่อนจะเสนอให้ ครม. กำหนดวันเพื่อบรรจุวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร

18 รมต. ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

18 จากทั้งหมด 36 รมต. ของรัฐบาลนายอนุทิน 2 ถูกยื่นรายชื่อซักฟอกรายบุคคล
คำบรรยายภาพ, รมต. 18 คนจากทั้งหมด 36 คนของรัฐบาลนายอนุทิน 2 ถูกยื่นรายชื่อซักฟอกเป็นรายบุคคล

รัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมีทั้งสิ้น 18 คน ได้แก่

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
  • พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  • นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
  • นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

พฤติการณ์ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านบรรยายในญัตติยื่นซักฟอกต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

.
  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เอกสารยื่นญัตติจากฝ่ายค้านระบุถึงเหตุของการยื่นอภิปราย นายอนุทิน บางส่วนว่านายอนุทิน "ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" และมีการใช้อำนาจและเครือข่ายพรรคการเมือง "สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ" โดยมีการกล่าวถึง การทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนฯ, โกงการเลือก สว., โกงการสอบข้าราชการ, โกงงบประมาณแผ่นดิน, แทรกแซงองค์กรอิสระ, ล้มเหลวในการพัฒนาเศรษฐกิจ, รวมถึงล้มเหลวในการจัดการกับความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้

นอกจากนี้ มีการกล่าวหาว่านายอนุทินและเครือข่ายพรรคพวกได้ "ทำลาย ควบคุม ครอบงำ หรือแทรกแซง กระบวนการยุติธรรม" และใช้กลไกเหล่านี้ในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง รวมถึงกล่าวหาว่าการบริหารงานของรัฐบาลนายอนุทิน สร้างความ "เสื่อมเสียให้กับสถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง"

ญัตติระบุต่อไปว่า การบริหารราชการแผ่นดินของนายอนุทิน ส่งผลให้เกิด "การทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางเป็นระบบ" เนื่องจากขาดการจัดการกับ "ขบวนการทุนเทา" และปัญหาทั้งหมดเหล่านี้มี "ต้นตอ" จาก "การที่นายอนุทินเป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชน"

ข้อกล่าวหายังระบุถึงความเกี่ยวข้องของ นายกฯ กับการทุจริตการสอบท้องถิ่น และการแทรกแซงการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ "อันเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการอย่างสิ้นเชิง"

นอกจากนี้ มีการกล่าวถึงความล้มเหลวที่จะปฏิบัติตามคำสัญญาช่วงการหาเสียงเลือกตั้งว่าหากตนได้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลก็จะบริหารงานให้ประชาชนต้องกล่าวออกมาว่า "รวยไม่ไหวแล้ว" โดยปัจจุบันมีเพียง "คนโกงและบริวารพวกพ้องเท่านั้นที่รวยไม่ไหวแล้ว"

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

"รู้เห็นเป็นใจปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต" มีพฤติกรรม "แสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤตของชาติ" วางนโยบายเพื่อเป็นประโยชน์กับกลุ่มนายทุนและ "ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ" รวมถึงแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกง "สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิด"

  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

"เป็นตัวการสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ขาดความละอาย จิตใจผุพัง ละโมบโลภมาก จนไม่สามารถควบคุมตัวเองจากการทุจริตคอร์รัปชันได้" รวมถึงใช้อำนาจหน้าที่ดำเนินการการโกงเลือกตั้ง สว. รวมทั้งทำลายระบอบประชาธิปไตยและทำลายองค์กรอิสระ

  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

"บริหารประเทศผิดพลาด ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ" และชี้ว่านายเอกนิติ "จงใจหรือปล่อยปละละเลย" ให้เกิดการทุจริต รวมถึงละเลยการจัดการปัญหา "ทุนเทา" และ "คนใกล้ชิด" กับขบวนการดังกล่าวสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ

  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เอกสารยื่นญัตติระบุว่าเธอทั้ง "ไร้ภาวะผู้นำ" และ "ไร้ตัวตน" ในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบด้วยตนเอง และไม่สามารถแก้ปัญหาค่าครองชีพ ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นสูง

  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

พฤติการณ์โดยสรุปชี้ว่า "มีผลประโยชน์ทับซ้อน" เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องทุจริต ขาดความ "โปร่งใส" และ "ความรับผิดชอบ" ต่อหน้าที่ "ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี"

  • พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

มีพฤติกรรม "ทุจริตต่อหน้าที่" และ "ไม่ประพฤติตนให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีต่อนายทหารชั้นผู้น้อย ขาดระเบียบวินัย ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ขาดความเป็นผู้นำ" รวมถึงการเอื้อผลประโยชน์และไม่ปฏิบัติหน้าที่กฎหมายและรัฐธรรมนูญ

  • นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

"ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ขาดความโปร่งใส" และใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องและพรรคการเมืองในการโกงเลือก สว. "ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่" ทำลายสถาบันการเมืองและองค์กรอิสระ

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
คำบรรยายภาพ, ญัตติที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นวันนี้ (8 ต.ค.) ระบุว่านายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีพฤติการณ์โดยสรุปชี้ว่า "ไม่สามารถดำรงตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง"
  • นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

พฤติการณ์โดยสรุปชี้ว่า "มีพฤติกรรมผิดปรกติไม่สามารถดำรงตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง" มีการประกอบธุรกิจ "บนที่ดินของรัฐแบบผิดกฎหมาย" และ "สมรู้ร่วมคิดกับบริษัทเอกชนและเครื่อข่ายพรรคการเมืองเพื่อทุจริตเงินภาษีประชาชน" รวมถึงมี "การผลิตความเท็จเป็นกิจวัตรเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว"

  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

"จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจ" ที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่ชี้ได้ว่าทุจริตฉ้อโกง เอื้อผลประโยชน์ให้พวก ขาดความซื่อสัตย์และความโปร่งใสในการตรวจสอบ "ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จนสร้างความเสียหายจ่อประเทศชาติ"

  • พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

"ปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน" และมีพฤติกรรมชี้ได้ว่า "ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน" สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ "ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งเสริมให้คนชั่วได้ดี แต่กับคนมีความสามารถกลับไม่มีที่ยืนในระบบราชการ" และมีการกล่าวหาว่า พล.ต.ท.รุทธพล ยอมเป็น "เครื่องมือ" ให้คนภายนอกเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติ

  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

"มีพฤติกรรมชั่วร้ายอย่างร้ายแรง" และมีพฤติกรรมที่ชี้ว่าก่อการทุจริต "ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ญัตติยังระบุว่าด้วยว่าเขามีส่วนร่วมในการโกงเลือก สว. และขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

  • น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

มีพฤติกรรมที่ชี้ได้ว่าดำเนินการทุจริต เช่น "ล็อคโครงการต่าง ๆ ให้กับสมาชิกพรรคพวกระบอบสีน้ำเงิน จิตใจผุพังจนหาความดีไม่ได้" และเสริมว่าเธอมีส่วนรู้ร่วมเห็นในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ สร้างความเสียต่อระบบราชการ

.
คำบรรยายภาพ, หนึ่งในประเด็นสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ 18 รมต. ของพรรคภูมิใจไทย คือเรื่องข้อกล่าวหาการโกงเลือก สว.
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

มีพฤติกรรมที่ชี้ได้ว่า "ทุจริตฉ้อฉลคดโกง ทำลายคุณธรรม จริยธรรมอย่างสิ้นเชิง" ทำให้นายภราดร "ไร้คุณสมับติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี" และมีการใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบ และร่วมดำเนินการโกงเลือก สว.

  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

"มุ่งใช้เงินงบประมาณเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง" รวมถึงมีพฤติกรรมชี้ได้ว่าดำเนินการทุจริตให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมกล่าวหาด้วยว่าเธอมีส่วนร่วมในขบวนการโกงเลือก สว.

  • นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

คล้ายกับข้อกล่าวหาที่ รมต. คนอื่น ๆ เผชิญ ญัตติระบุว่านายสิริพงศ์มีพฤติกรรมส่อทุจริต "จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ" และสมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ทำให้สมควรขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

  • นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

"ไร้ภาวะผู้นำ ขาดความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน" และมีพฤติกรรมเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้อง ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมีชอบ และมีส่วนร่วมในขบวนการโกงเลือก สว. ทำลายสถาบันการเมืองและองค์กรอิสระของประเทศ

  • นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

"ขาดจิตสำนึกต่อการรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติ แสวงหาผลประโยชน์จากประชาชนในช่วงวิกฤติ" ข้อกล่าวหาของเขารวมถึงการ "มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง ญาติ มิตรสหาย มีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน" และมีส่วนร่วมในการดำเนินการโกงการเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการ