จลาจลฝรั่งเศสจุดอคติโลกออนไลน์ไทยบางส่วนหรือไม่ เมื่อชาวมุสลิม-ผู้อพยพถูกเชื่อมโยงเหตุรุนแรง

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
"เอาน้ำมันหมูเคลือบทั่วร้าน ปลอดภัยแน่" และ "พวกไอ้มืดกับมุสซี่" เป็นสองความคิดเห็นที่มียอดไลก์มากที่สุด ที่แสดงความเห็นอยู่ใต้คลิปวิดีโอสำรวจความเสียหายของร้านอาหารที่ถูกปล้นสะดมระหว่างเหตุประท้วงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
คลิปที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊กของบีบีซีไทยดังกล่าวมียอดเข้าชมมากกว่า 480,000 ครั้ง และยอดเข้าชมมากกว่า 1 ล้านครั้งบนอินสตาแกรม โดยในแพลตฟอร์มนี้มีความเห็นบางส่วนที่ป้ายความผิดให้กับผู้อพยพและชาวมุสลิม ทั้งที่กลุ่มผู้ประท้วงกว่า 500,000 คนที่ออกมาเดินขบวนมีเป้าหมายการประท้วงชัดเจนว่าออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับมาตรฐานการศึกษาที่ตกต่ำ บริการสาธารณะที่เสื่อมโทรม ค่าน้ำมันและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
จากเหตุประท้วงที่บานปลายกลายเป็นการจลาจล ทำให้ร้านค้าและธุรกิจราว 1,500 แห่งในฝรั่งเศสถูกปล้นสะดมและถูกทำลายเสียหาย ขณะที่ตำรวจควบคุมฝูงชนปะทะกับผู้ชมนุม ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมราว 2,500 ราย และตำรวจได้รับบาดเจ็บราว 1,000 นาย
กลุ่มผู้ก่อจลาจลและปล้นสะดมมักแต่งกายด้วยชุดดำ สวมหน้ากากปิดบังใบหน้า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส บอกว่าต้องแยกแยะระหว่าง "ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรม" ของผู้ประท้วงกับ "ผู้ที่ทำลาย ทุบตี และปล้นสะดม"
ในคลิปหนึ่งของบีบีซี สัมภาษณ์เจ้าของร้านค้าในกรุงปารีสที่ถูกกลุ่มคนเข้าปล้นร้าน สร้างความเสียหายมากกว่า 100,000 ยูโร (ประมาณ 3.8 ล้านบาท) ชายเจ้าของร้านชื่อฮัสซัน ซึ่งอัตลักษณ์บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นชาวเอเชีย แต่ความเห็นใต้คลิปก็ยังกล่าวโทษชาวมุสลิมและผู้อพยพ
ไม่เพียงแค่ความเห็นใต้เนื้อหาของบีบีซีไทยเท่านั้นที่พบความเห็นในลักษณะนี้ หากสำรวจไปตามแพลตฟอร์มอื่น ๆ โพสต์จำนวนหนึ่งเผยภาพความเสียหายจากการจลาจลและโทษว่าเป็นฝีมือของกลุ่มผู้อพยพและชาวมุสลิมเช่นกัน
บีบีซีไทยชวนสำรวจเบื้องหลังความเห็นเหล่านี้ว่าสะท้อนทัศนคติของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนหนึ่งในไทยอย่างไร
สะท้อนภาพจำเชิงลบต่อชาวมุสลิมที่มีอยู่เดิม

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าเหตุปล้นสะดมและการจลาจลที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เขามองว่าเป็นฝีมือของฝ่ายซ้ายจัดและพวกฉวยโอกาสมากกว่า หากพิจารณาจากรายงานสื่อกระแสหลักต่าง ๆ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยในโลกออนไลน์บางส่วนด่วนสรุปว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวมุสลิมนั้น ดร.ศราวุฒิเห็นว่าความเห็นเช่นนี้เกิดจากอิทธิพลและการซึมซับภาพจำจากข่าวสารความรุนแรงตั้งแต่อดีต เช่น เหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2001 สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ความวุ่นวายและการจลาจลในยุโรปหลังยุค 9/11 ซึ่งสื่อกระแสหลักมักนำเสนอเนื้อหาเน้นย้ำให้เกิดภาพจำว่าชาวมุสลิมอยู่เบื้องหลังเหตุรุนแรงต่าง ๆ
เมื่อย้อนกลับมาที่ไทย ดร.ศราวุฒิ ชี้ว่าภาพจำดังกล่าวยังถูกเชื่อมโยงกับเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้
"ผมคิดว่ากระแสโซเชียลมีเดียในช่วงหลัง ค่อนข้างไม่พอใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่กระทำโดยกลุ่มบีอาร์เอ็น [แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ] ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเชื่อมโยง ทำให้พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่มีการต่อรองเรื่องการเมืองเชิงอัตลักษณ์สูงอยู่แล้วก่อนหน้านี้ ในเรื่องของฆราวาสนิยม [แนวคิดที่เชื่อว่ารัฐและศาสนาควรเป็นอิสระแยกจากกัน] กับเรื่องคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในฝรั่งเศส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เพราะฉะนั้นมันจึงกลายเป็นภาพเหมารวม เป็นภาพจำเก่า ๆ ที่พอเกิดสถานการณ์นี้ขึ้นมา คนส่วนหนึ่งจึงเหมารวมว่าคนที่ก่อจลาจล ก่อความเสียหาย ลักขโมย คือชาวมุสลิม" เขากล่าว
ดร.ศราวุฒิอธิบายต่อไปว่าวาทกรรมของผู้นำระดับโลกก็ยิ่งตอกย้ำอคติเดิมที่มีอยู่แล้วในสังคมให้ชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน
"นักการเมืองคนสำคัญอย่างทรัมป์พยายามอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องของผู้อพยพ" เขากล่าว
วันอังคารที่ผ่านมา (20 ต.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา กล่าวโทษว่าเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสมีสาเหตุมาจากการอพยพเข้าเมืองครั้งใหญ่ "เมื่อผมมองไปที่ฝรั่งเศส หรืออิตาลี รวมถึงความวุ่นวายและความเกลียดชังทั้งหลายที่เกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนหรอกครับ"
"แต่มันเป็นเรื่องของผู้คนที่อพยพเข้ามาในประเทศเหล่านั้น ทั้งที่พวกเขาเกลียดชังประเทศนั้น ๆ" ทรัมป์ กล่าวและเสริมว่า "ปิดพรมแดนของคุณและเข้าควบคุมสถานการณ์เสียก่อนที่จะสายเกินไป!" ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวโดยมุ่งเป้าไปที่มาครงซึ่งเป็นผู้นำของฝรั่งเศส
ในวันเดียวกัน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ก็ออกมากล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ของอิสราเอลว่า ฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยเป็นชาวมุสลิมมากสุดในยุโรปตะวันตกกำลังเผชิญกับ "การรุกรานของอิสลามสุดโต่ง"
อย่างไรก็ดี มาครงกล่าวว่า "มีคนกล่าวอ้างว่าเราถูกกลุ่มผู้อพยพและกลุ่มอิสลามบุกเข้ามา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง" และให้คำมั่นว่าทางการจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดต่อ "กลุ่มผู้ปลุกปั่นจากฝ่ายซ้ายจัด" ซึ่งเขากล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
ผู้นำฝรั่งเศสยังกล่าวว่า "ผู้นำที่กำลังอยู่ในช่วงหาเสียง ไม่ว่าจะในภูมิภาคนี้หรืออีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก" กำลังหาเสียงผ่านการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์รุนแรงต่าง ๆ "โดยอาศัยฝรั่งเศสเป็นเครื่องมือ"
แม้มาครงจะไม่ได้เอ่ยชื่อผู้นำเหล่านั้นออกมา แต่ถ้อยคำดังกล่าวดูเหมือนเป็นการพุ่งเป้าไปที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในสัปดาห์หน้า และประธานาธิบดีทรัมป์ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนหน้า รายงานของบีบีซีระบุ
ความไม่เข้าใจเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในเวทีนานาชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.ศราวุฒิเห็นว่าการปรากฏของธงปาเลสไตน์ พร้อมกับข้อความ "ปลดปล่อยปาเลสไตน์" (Free Palestine) ในกลุ่มผู้ชุมนุมในฝรั่งเศส เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยจำนวนหนึ่งเข้าใจว่ากลุ่มผู้ประท้วงย่อมเป็นชาวมุสลิม ทั้งที่ประเด็นนี้มีความซับซ้อนมากกว่านั้น
"หากย้อนกลับไปในอดีต ประเด็นปัญหาปาเลสไตน์อาจจำกัดอยู่เฉพาะในโลกตะวันออกกลางหรือในสังคมมุสลิมทั่วไป แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ในฉนวนกาซาซึ่งหลายฝ่ายออกมาบอกว่ามันเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประเด็นปัญหาปาเลสไตน์จึงเป็นเรื่องมนุษยธรรม แล้วกระแสนี้ลามเข้าไปในยุโรปก่อนเลย หากเราติดตามข่าวสาร เราจะพบว่าผู้คนในยุโรปหลากหลายมาก โดยเฉพาะคนผิวขาวหรือที่เราเรียกว่า 'ฝรั่งแท้' ก็แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในลักษณะแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อชาวปาเลสไตน์ แม้แต่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยไอวีลีกส์ (Ivy League) ก็ตาม ผมคิดว่าคนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิให้ปาเลสไตน์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะมุสลิม แต่หลายคนพร้อมออกมาเรียกร้องให้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน" ดร.ศราวุฒิกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเดือน พ.ย. 2025 คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติระบุว่าอิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แต่อิสราเอลโต้แย้งคำสอบสวนนี้ รวมถึงข้อกล่าว ๆ อื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงที่เกิดความจำเป็นต่อชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด
สะท้อนภาวะกลัวคนต่างชาติที่มีอยู่ในสังคมไทย
ด้าน ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยประจำสถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies - GIGA) ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าการชุมนุมในฝรั่งเศสแท้จริงแล้วเป็นเรื่องการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษา งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับการศึกษา การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม แต่สุดท้ายแล้วหากสรุปว่าทั้งหมดเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้อพยพหรือชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศ ก็ถือว่าเป็นการปะติดปะต่อภาพที่ไม่สมบูรณ์
"การจลาจลที่เกิดขึ้น เราอาจะเห็นภาพของกลุ่มผู้อพยพรุ่นที่ 2-3 จริง แต่เราจะบอกว่าเขาไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสไม่ได้ ปัญหาในฝรั่งเศสมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนฝรั่งเศสผิวขาวกับฝรั่งเศสที่มาจากพื้นที่อื่น ๆ เช่น แอลจีเรีย โมร็อกโก ซึ่งมันสะท้อนอยู่ในระบบการศึกษา การทำมาหากิน การได้งาน ดังนั้นการจะบอกว่าการจลาจลมาจากไหน ใครเป็นคนทำ ก็ต้องตอบภาพใหญ่เรื่องโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำในประเทศนั้น ๆ ด้วย" ผศ.ดร.จันจิรากล่าว
เธอมองว่าส่วนหนึ่งของความเห็นในโลกออนไลน์ไทยที่สรุปว่าการจลาจลในการประท้วงฝรั่งเศสเป็นฝีมือของชาวมุสลิมกับผู้อพยพนั้น สะท้อนภาวะกลัวคนต่างชาติ (Xenophobia) ในไทย ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากความกังวลต่อชาวต่างชาติที่มีอยู่เดิม
"ดิฉันคิดว่าในช่วงที่ผ่านมา แม้กระทั่งประเด็นมุสลิมด้วย มันมีกระแสต่อต้านคนต่างชาติมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่แรงงานพม่า มาจนถึงปีที่แล้วที่มีสงครามปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชา และล่าสุดคือกระแสต่อต้านอิสราเอล ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น 'การจับแพะชนแกะ' ของคนไทยในหลายเรื่อง ไม่มีอะไรที่เป็นสาเหตุร่วมกัน แต่ว่าสิ่งที่เชื่อมโยงกันไว้คือความเข้มข้นของกระแสกังวลต่ออิทธิพลของชาวต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นเข็มทิศให้บทสนทนาของคนไทยเวลาที่ได้รับรู้หรือรับฟังประเด็นข่าวจากต่างประเทศ" ผศ.ดร.จันจิรากล่าว
นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษาของจุฬาฯ อธิบายต่อว่าความกลัวชาวต่างชาติของคนไทยในประเทศนั้นไม่ได้มีรูปแบบเดียว แต่แปรผันตามกลุ่มต่างชาติและความสัมพันธ์ทางอำนาจ หากเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา จะเป็นความกลัวในระดับชนชั้น (class) ซึ่งกังวลว่าแรงงานเหล่านี้จะเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรหรือโอกาสในการทำงาน
ขณะเดียวกันหากเป็นคนผิวขาวไปจนหรือกลุ่มทุนต่างชาติ เช่น ทุนชาวยิวหรืออิสราเอล จะเป็นความกลัวเรื่อง "การล่าอาณานิคมสมัยใหม่" และการคุกคามอธิปไตย เนื่องจากมองว่าคนกลุ่มนี้มีอำนาจเงินเหนือกว่า อาจเข้ามาซื้อนักการเมืองหรือแทรกแซงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย
อาจเป็นอุตสาหกรรมปั่นกระแสหรือไม่

ที่มาของภาพ, Reuters
ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยที่ให้ความเห็นหรือโพสต์เนื้อหาระบุว่าเหตุจลาจลในการประท้วงฝรั่งเศสเป็นฝีมือของกลุ่มผู้อพยพหรือชาวมุสลิมนั้น บีบีซีไทยพบว่ามีทั้งบัญชีผู้ใช้ที่มีตัวตนจริง และส่วนหนึ่งเป็นบัญชีที่ล็อกโปรไฟล์ส่วนตัว ไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ โดยมักปรากฏเพียงชื่อและรูปโปรไฟล์เท่านั้น จึงจำเป็นตรวจสอบเพิ่มว่าผู้เผยแพร่เนื้อหาในทำนองดังกล่าวอาจเข้าข่ายอุตสาหกรรมปั่นกระแสหรือไม่
ผศ.ดร.จันจิราตั้งข้อสังเกตว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการสร้าง "โทรลล์ฟาร์ม" (Troll Farm)ซึ่งเป็นปฏิบัติการข่าวสารหรือไอโอ (informartion operation - IO) อย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการอัตโนมัติสามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่านเครื่องมือเอไอ (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์ ทำให้สามารถผลิตเนื้อหา ข้อความ ภาพ และวิดีโอข้ามแพลตฟอร์มได้หลายภาษา โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้มีผู้ว่าจ้างเป็นทั้งรัฐบาลและเอกชน
เธออธิบายว่าการดำเนินงานของโทรลล์ฟาร์มในปัจจุบันมีทั้งเป็นไปเพื่อเป้าหมายทางการเมืองและอุดมการณ์ เช่น ปั่นกระแสเพื่อสร้างความวุ่นวาย สั่นคลอนเสถียรภาพการเมืองของประเทศเป้าหมาย หรือต้องการตั้งกรอบประเด็นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการละเมิดสิทธิ
"แต่มันชัดเจนว่ามันมี agenda (ประเด็น) ทางการเมือง" ผศ.ดร.จันจิราระบุ
ในขณะเดียวกันการทำโทรลล์ฟาร์มเพื่อดึงดูดให้คนคลิกเข้ามาดู โดยอาศัยกระแสความกลัว ความโกรธ หรือวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในระดับโลกก็มีเช่นกัน ตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดคือเหตุปะทะกันระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งปรากฏเนื้อหาลักษณะนี้จำนวนมาก
ผศ.ดร.จันจิรา เรียกโทรลล์ฟาร์มในลักษณะนี้ว่า "เศรษฐศาสตร์ของความสนใจ" (economy of attention) ที่เปลี่ยนยอดการเข้าถึงและความสนใจให้เป็นรายได้ ซึ่งเธอมองว่าปัญหานี้จึงเชื่อมโยงโดยตรงกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เนื้อหาปั่นกระแสเหล่านี้แพร่กระจายอยู่ในพื้นที่ของตน
การด่วนสรุปด้วยอคติมีปัญหาอย่างไร
ผศ.ดร.จันจิราเห็นว่า หากผู้คนใช้อคติและความกลัวชาวต่างชาติเป็นเข็มทิศนำในการเสพข่าว ก็จะนำไปสู่การเชื่อมโยงเรื่องต่าง ๆ โดยละเลยปัญหาเชิงโครงสร้างในภาพใหญ่ และอาจกลายเป็นจุดอ่อนให้อุตสาหกรรมปั่นกระแสหรือโทรลล์ฟาร์มใช้ประโยชน์ได้
"มันกลายเป็นช่องทางหาเงินให้กับคนที่โหนกระแสความโกรธ ความกลัว หรือความไม่พอใจได้" เธอกล่าว
ด้าน ดร.ศราวุฒิให้ความเห็นว่าการด่วนสรุปด้วยอคติจะเบี่ยงเบนความสนใจผู้คนจากต้นตอของปัญหา และทำให้สังคมไม่อยู่บนฐานของความเป็นจริง
เขากล่าวว่า สาเหตุการประท้วงฝรั่งเศสนั้นมาจากความล้มเหลวของรัฐในการสนับสนุนด้านการศึกษาและเศรษฐกิจปากท้อง ดังนั้นหากละเลยข้อเท็จจริงและเหมารวมว่าเป็นเรื่องของผู้อพยพและชาวมุสลิม ปัญหาดังกล่าวซึ่งเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างก็จะถูกละเลยทันที ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก
"ผมมองว่าถ้าเกิดลักษณะนี้ขึ้นในสังคมไทย หากมีใครพยายามจะกลบเกลื่อนปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้แล้วไปพูดเรื่องมุสลิมในเรื่องสถานการณ์ชายแดนใต้ แล้วละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง มันไม่เป็นผลดีในระยะยาว ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ เพราะทำให้สังคมไม่อยู่ฐานความเป็นจริง และทุกสิ่งเลวร้ายลงในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม"
ผอ.ศูนย์มุสลิมศึกษา กล่าวว่าเขาหวังว่าท้ายที่สุดแล้ว ผู้คนในสังคมจะเริ่มตระหนักและแยกแยะได้ว่าความคิดเห็นใดเกิดจากอคติและความไม่มีเหตุผล เพราะถ้าหากสังคมจะปฏิเสธและไม่ยอมรับแนวคิดเหล่านั้น มันก็จะทำให้กลุ่มคนที่แสดงอคติค่อย ๆ สูญเสียพื้นที่ยืนในโลกออนไลน์ไปในที่สุด
































