วิเคราะห์: จีนมีบทบาทอย่างไรต่อการตัดสินใจลดโทษ "ออง ซาน ซู จี" ของเมียนมา

เวลาอ่าน: 6 นาที

เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีหลังจากเธอถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ภาพถ่ายรูปที่สองของออง ซาน ซู จีจึงปรากฏขึ้น พร้อมกับการประกาศจากทางการเมียนมาว่าสถานที่คุมขังของเธอนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว

สถานีโทรทัศน์เอ็มอาร์ทีวี (MRTV) ของรัฐบาลเมียนมารายงานเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่า ผู้นำพลเรือนที่ถูกโค่นล้มของเมียนมารายนี้ถูกย้ายไปยัง "ที่พักที่ทางการกำหนด" ซึ่งคณะรัฐบาลทหารระบุว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการคุมขังมากกว่าการปล่อยตัว

การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน การมีส่วนร่วมทางการทูตของจีนและไทย และการรณรงค์ในระดับนานาชาติเพื่อ "พิสูจน์ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่" ซึ่งนำโดยคิม อาริส บุตรชายของเธอ

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้หมายถึงการปล่อยตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข และดูเหมือนมันว่ามีเป้าหมายเพื่อลดสภาวะความโดดเดี่ยวทางการเมืองของเมียนมา มากกว่าการคืนอิสรภาพให้กับซู จี

การประกาศที่กำหนดเวลาไว้อย่างรอบคอบ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ซึ่งเป็นวันเพ็ญเดือนกะโส่ง (Kason) วันหยุดสำคัญทางพุทธศาสนา ทางการทหารได้ประกาศนิรโทษกรรมนักโทษกว่า 1,000 คนทั่วประเทศ โดยไม่ได้เอ่ยถึงชื่อของซู จี

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ในการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งของจีน ผู้สื่อข่าวได้ถามหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนว่า หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน ได้หารือเกี่ยวกับซู จีระหว่างการเยือนเมียนมาร์เมื่อเร็ว ๆ นี้หรือไม่

หลินตอบว่า ซู จีเป็น "เพื่อนสนิทของจีน" และทางการจีนกำลังติดตามสถานการณ์ของเธออย่างใกล้ชิด

จากนั้นเวลาประมาณ 21.00 น. สถานีโทรทัศน์ MRTV ออกอากาศภาพที่แสดงให้เห็นซู จี อยู่ในห้องรับรอง สวมชุดพลเรือน ดูเหมือนกำลังพบปะกับเจ้าหน้าที่ ผู้ประกาศข่าวกล่าวว่าเธอจะรับโทษที่เหลืออยู่ที่สถานที่พักอาศัยที่ทางการกำหนดไว้ โดยไม่ได้เปิดเผยสถานที่ตั้ง

ภายใต้ผู้นำคณะรัฐบาลทหารคนก่อนอย่างพล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย การกักบริเวณในบ้านหมายถึงการถูกกักขังในบ้านของซู จี ในนครย่างกุ้ง โดยมีข้อจำกัดในการติดต่อกับผู้ติดตาม แต่ในครั้งนี้ ทางการเมียนมาไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ และหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "กักบริเวณในบ้าน" อย่างชัดเจน

แรงกดดันจากอาเซียน จีน และไทย

จังหวะเวลาดังกล่าวบ่งชี้ถึงการประสานกันด้วยแรงกดดันในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อไม่นานนี้อาเซียนเพิ่งเอ่ยชื่อ ซู จี โดยตรงในแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสังเกตจากท่าทีที่เคยมีความระมัดระวังก่อนหน้านี้ ขณะที่ไทยยังกล่าวด้วยว่าเมียนมาต้องปล่อยตัว ซู จี หากหวังจะกลับเข้าร่วมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ

การมีส่วนร่วมของจีนก็เข้มข้นขึ้นควบคู่กันไป การเยือนกรุงเนปิดอว์ของหวัง อี้ เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาของเจ้าหน้าที่ไทยก่อนหน้านี้ และเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของทางการจีนเกี่ยวกับความไม่มั่นคงที่ยืดเยื้อตามแนวชายแดนและภัยคุกคามต่อโครงการของจีนภายในเมียนมา

ผู้สังเกตการณ์หลายคนมองว่าการกักขัง ซู จี อย่างต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูสถานะของเมียนมาในระดับภูมิภาค

การคำนวณที่เปลี่ยนไปของจีน

นักวิเคราะห์และกลุ่มวิจัยในเมียนมาระบุว่า จีนมีท่าทีระมัดระวังตัวในแทบจะทันทีหลังการรัฐประหารในเดือน ก.พ. 2021 แต่แนวทางของจีนเปลี่ยนไปตั้งแต่กลางปี ​​2023 ทางการจีนดูเหมือนจะไม่สบายใจมากขึ้นเกี่ยวกับการปกครองโดยทหารที่ไม่มีกำหนดสิ้นสุด และได้เรียกร้องให้มีขั้นตอนต่าง ๆ ที่นำไปสู่ทางออกทางการเมือง รวมถึงการเลือกตั้งและเปิดการเจรจา

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับรัฐบาลจีนบอกกับบีบีซีว่า ทางการจีนได้ผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ 2 ประการ ได้แก่

  • การปล่อยตัว ออง ซาน ซู จี และ
  • การเจรจาระหว่างรัฐบาลทหาร, พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี (NLD) และกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์หลัก ๆ ที่สำคัญ

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการตอบสนองข้อเรียกร้องใด ๆ อย่างเต็มที่

จีนยังคงให้ความสำคัญอยู่ที่ประเด็นด้านเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยของการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐานของจีน นับตั้งแต่รัฐประหาร ไม่มีโครงการใหม่ ๆ ที่สำคัญของจีนเริ่มต้นขึ้น โดยข้อตกลงส่วนใหญ่จำกัดอยู่เพียงบันทึกความเข้าใจที่ไม่ข้อผูกมัด ธนาคารและบริษัทประกันภัยของจีนยังคงระมัดระวังความเสี่ยงทางการเมืองของเมียนมา ซึ่งส่งผลให้การลงทุนขนาดใหญ่ถูกปิดกั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ทางการเมียนมาก็กระตือรือร้นที่จะฟื้นฟูเงินทุนจากจีน และมองว่าจีนเป็นผู้สนับสนุนทางการทูตที่สำคัญที่สุดของตน

ซู จี ในฐานะเครื่องมือทางการเมือง

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าผู้นำทางทหารจงใจใช้ซู จี เป็นเครื่องต่อรอง โดยยอมผ่อนปรนทีละเล็กทีละน้อยซึ่งยังไม่ถึงขั้นปล่อยตัวโดยสมบูรณ์ เพื่อเอาใจจีนและอาเซียน โดยไม่ยอมเสียการควบคุม

นักการทูตที่พำนักอยู่ในกรุงเทพมหานครรายหนึ่งกล่าวว่า การเจรจากับ ซู จี หรือพรรคเอ็นแอลดีอาจเป็นประโยชน์ต่อจีนในการลดบทบาทรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติหรือเอ็นยูจี (NUG) ซึ่งทางการจีนมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ

เจ้าหน้าที่พรรคเอ็นแอลดีคนหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามกล่าวว่า คณะรัฐบาลทหารน่าจะดำเนินการ "ทีละขั้นตอน" ด้วยการปล่อยตัว ซู จี ทีละน้อย เพื่อสร้างความชอบธรรมขึ้นใหม่

"แม้แต่การเคลื่อนไหวที่จำกัดนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากจีน" เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุ

คนอื่น ๆ ที่ใกล้ชิดกับ ซู จี ปฏิเสธความคิดที่ระบุว่าทางการจีนมีแรงจูงใจจากความเห็นอกเห็นใจส่วนตัว โดยสังเกตว่ารัฐบาลของเธอเคยทบทวนและปรับลดขนาดโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนหลายสิบโครงการ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความขัดแย้งก่อนการรัฐประหาร

ไม่ใช่เพียงนักการเมือง แต่เธอคือสัญลักษณ์ทางการเมือง

ประเด็นที่ว่า ออง ซาน ซู จี จะยังคงมีบทบาททางการเมืองอย่างแข็งขันหรือไม่หากได้รับการปล่อยตัวนั้นกำลังเป็นที่ถกเถียงกันมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายต่อต้านในเมียนมาก็ดูเหมือนแตกแยกออกเป็นส่วน ๆ นับตั้งแต่ปี 2021 โดยนักเคลื่อนไหวรุ่นใหม่หันไปใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธ และองค์กรติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับวาระของตนเองมากกว่าการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างเป็นเอกภาพ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยทางการเมืองหลายคนโต้แย้งว่าความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ของเธอยังคงไม่เสื่อมคลายลง

"ออง ซาน ซู จี เป็นตัวแทนของความอยุติธรรมที่ประชาชนชาวเมียนมากำลังเผชิญอยู่" เฟอร์กัส ฮาร์โลว์ นักวิจัยด้านการเมืองเมียนมามาอย่างยาวนาน กล่าว

"คำถามเร่งด่วนไม่ใช่บทบาทในอนาคตของเธอ แต่คืออิสรภาพของเธอ"

"หลักฐานยืนยันว่ามีชีวิตอยู่"

สำหรับครอบครัวของซูจีแล้ว การเป็นบุคคลอันเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ คิม อาริส ลูกชายคนเล็กของเธอกล่าวว่า เขาไม่สามารถเชื่อถือประกาศอย่างเป็นทางการได้หากไม่มีการยืนยันโดยตรง

"ผมยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่" เขากล่าวกับบีบีซีเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา พร้อมเสริมว่าเขาจะดำเนินการรณรงค์ที่มีชื่อว่า "Proof of life" หรือแปลว่า "หลักฐานยืนยันว่ามีชีวิตอยู่" ทั่วโลกต่อไป จนกว่าจะสามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้อย่างอิสระ

ในขณะนี้ ซู จี ยังคงอยู่ในจุดเดิมที่เธออยู่มานานกว่า 5 ปีแล้ว นั่นคือหายตัวไป ไม่ปรากฏตัว ไม่ได้ยินเสียง และเป็นศูนย์กลางของวิกฤตที่ยังไม่คลี่คลายของเมียนมา