ข้อตกลงนำเข้าดีเซลระหว่างทรัมป์-รัสเซีย สะท้อนแรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างไร

ปูตินและทรัมป์พูดคุยกันในการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาในปี 2025
    • Author, แอนโทนี ซูเชอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่จะนำเข้าเชื้อเพลิงจากรัสเซียเข้ามาในสหรัฐฯ ถือเป็นการพลิกจุดยืนครั้งสำคัญของประธานาธิบดีผู้นี้

ทรัมป์ประกาศข้อตกลงนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซียมายังสหรัฐฯ ในขณะที่เขากำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้ลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลง

ทรัมป์กล่าวว่า ปูตินตกลงที่จะปล่อยน้ำมันดีเซลจำนวน 300,000 ตันออกสู่ตลาดทันที "เพื่อจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลก" จากนั้นจะปล่อยอีก 500,000 ตันในเดือน พ.ย. และจะปล่อยเพิ่มอีก 1 ล้านตันหลังจากนั้น

เมื่อสามสัปดาห์ก่อน ทรัมป์เพิ่งลงนามในกฎหมายที่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซียทั้งยังออกภาษีเพิ่มเติมแก่ประเทศเหล่านั้น

ถึงวันนี้ ทรัมป์กล่าวว่าประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้ตกลงที่จะจัดหาเชื้อเพลิงดีเซลหลายแสนตันให้กับตลาดสหรัฐฯ และตลาดโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นในขณะที่ทรัมป์ยังคงดิ้นรนกับผลกระทบทางการเมืองจากสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก เป็นเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันจะไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งกลางเทอม

ความนิยมของเขาในสายตาประชาชนลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในอเมริกาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเกิดผลกระทบต่อเนื่องที่นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในทุกภาคส่วน

ยิ่งในรัฐเกษตรกรรมของสหรัฐฯ ผลกระทบจากสงครามยิ่งรุนแรงมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงดีเซลเป็นอย่างมากเพื่อมาใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักรทางการเกษตรและเพื่อขนส่งผลผลิตไปยังตลาด

รัฐเหล่านี้ ได้แก่ ไอโอวา แคนซัส เท็กซัส และโอไฮโอ ซึ่งกลายเป็นสมรภูมิทางการเมืองในการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างไม่ได้คาดคิดมาก่อน และจะเป็นตัวตัดสินว่าพรรครีพับลิกันจะยังคงควบคุมสภาคองเกรสได้หรือไม่

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พยายามหาหนทางบรรเทาความเจ็บปวดทางการเมืองของพรรคการเมืองของเขามาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว

เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้กดดันพันธมิตรในยุโรปให้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำมันสำรองของตนให้มากขึ้น เขาได้เลื่อนการเก็บภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงของรัฐบาลกลาง และอนุญาตให้ใช้น้ำมันที่จัดสรรไว้เพื่อการเกษตรไปใช้ในการขนส่งทางรถบรรทุกข้ามรัฐได้

เขายังให้สัญญาด้วยว่าจะไม่โจมตีอิหร่านอีกจนกว่าจะถึงหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งเป็นการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาถึงผลกระทบทางการเมืองที่ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่นี้กำลังสร้างขึ้น

การตัดสินใจของเขาที่จะบรรลุข้อตกลงกับปูตินแห่งรัสเซียเป็นเพียงความพยายามครั้งล่าสุดและเป็นครั้งที่น่าตื่นตะลึงที่สุด

แน่นอนว่าทรัมป์มักโพสต์บนโซเชียลมีเดียโดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน รายละเอียดว่ารัสเซียจะจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงนี้สู่ตลาดโลกอย่างไร และสิ่งที่รัสเซียอาจได้รับเป็นการตอบแทนนอกเหนือจากเงินตราต่างประเทศที่จำเป็นอย่างยิ่งคืออะไร เรื่องเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจน

การกระทำดังกล่าวยังเปิดช่องให้พันธมิตรในยุโรปและนักการเมืองอเมริกันวิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ว่า รัฐบาลของเขากำลังช่วยสนับสนุนเครื่องจักรสงครามของรัสเซีย

ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นดัง "ของขวัญ" ให้แก่ปูติน ซึ่งรัสเซียจะ "ตอบแทน" ด้วย "การก่อการร้ายและหักหลัง"

เขาเขียนบนบัญชีเอ็กซ์ (X) ว่า "การอนุญาตให้รัสเซียขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นการลงทุนในสงครามยืดเยื้อออกไปอีก แทนที่จะยุติมันเสีย"

นอกจากนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของทรัมป์จะช่วยพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งได้มากน้อยแค่ไหน

การประกาศว่าจะปล่อยน้ำมันดีเซลสำรองของยุโรปออกสู่ตลาดไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีข้อมูลว่าการนำน้ำมันเชื้อเพลิงจากรัสเซียเข้าสู่ตลาดจะเกิดขึ้นเร็วเพียงใด

โรงกลั่นน้ำมันดีเซลของรัสเซียเองก็ได้รับความเสียหายจากการโจมตีซ้ำหลายครั้งของยูเครน โดยทรัมป์เคยสนับสนุนให้เซเลนสกีลดการโจมตีลักษณะนี้ลง

สหรัฐฯ ใช้น้ำมันดีเซลประมาณ 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ดังนั้นแม้ว่ารัสเซียจะส่งมอบดีเซลตามที่สัญญาไว้ 300,000 ตันในเดือนนี้ ก็คิดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้ดีเซลรายวันของสหรัฐฯ เท่านั้น

ชาวอเมริกันอาจไม่สังเกตเห็นความแตกต่างในทันทีมากนัก

เหลือเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนจะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. ในหลายรัฐได้มีการลงคะแนนล่วงหน้าแล้ว สถานการณ์ขณะนี้เป็นดังสำนวนที่ว่า "เค้กทางการเมืองแทบจะอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว" (The political cake is all but baked) ซึ่งหมายความว่าผลลัพธ์ทางการเมืองแทบจะถูกกำหนดไว้แล้ว

"[นี่จะทำให้] ราคาสินค้าลดลงเพื่อชาวอเมริกัน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้เลี้ยงปศุสัตว์ และผู้ขับรถบรรทุกที่ยิ่งใหญ่ของเรา คือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก" ทรัมป์เขียนไว้ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียของเขา

แต่ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ราคาพลังงาน เชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภคกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทรัมป์และเจ้าหน้าที่ของเขาจะให้คำมั่นกับสาธารณชนที่กำลังวิตกกังวลซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสงครามจะยุติลงอย่างราบรื่น และผลกระทบทางเศรษฐกิจจะบรรเทาลงในไม่ช้า

แม้จะละเว้นประเด็นทางการทูตที่อาจสร้างความไม่สบายใจไปบ้าง ทรัมป์อาจต้องหวังว่าข้อตกลงล่าสุดของเขาจะเพียงพอในการโน้มน้าวใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันให้เชื่อว่าคำสัญญาเรื่องการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดลอย ๆ